ใครๆ ก็ชอบทานไข่

ใครๆ ก็ชอบทานไข่ ไข่นั้นมีประโยชน์ต่อสุขภาพมาก และหาซื้อได้ง่าย ทั้งตามร้านขายชำ และร้านสะดวกซื้อหรือห้างสรรพสินค้า เพราะว่าคนไทยนั้นนิยมบริโภคไข่ อีกทั้งอาหารไทยส่วนใหญ่ก็มักจะใช้ไข่เป็นวัตถุดิบ หรือแม้กระทั่งเป็นอาหารข้างเคียงไปกับอาหารจานหลัก เมื่อรู้อย่างนี้แล้ว เราไปลองดูกันหน่อยว่า ไข่ ที่เราทานกันนี้มีประโยชน์อย่างไรบ้าง

1. มีโปรตีนสูง อีกทั้งยังพบว่าในไข่ไก่นั้นมี กรดอะมิโนอยู่ ในปริมาณที่เหมาะสมต่อร่างกาย เมื่อทานแล้วจึงได้ประโยชน์ถึงสองอย่างทำให้ร่ายกายแข็งแรง กล้ามเนื้อมีความยืดหยุ่นสูง ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้แก่ร่างกาย ทำให้ไม่เหนื่อยง่าย

2. ลดความเสี่ยงจากอาการเส้นเลือดในสมองตีบ

3. ไข่ช่วยลดน้ำหนักได้ เพราะไข่ไก่นั้นมีแคลลอรี่ต่ำ ทานแค่ 1 ฟองก็สามารถให้คุณค่าทางอาหารที่ร่างกายต้องการได้ครบ และยังทำให้อิ่มท้องยาวนาน ผู้ที่ลดน้ำหนักส่วนใหญ่จึงนิยมควบคุมอาหารด้วยกันหันมาทานไข่ต้มกัน

4. ในไข่มีซีลีเนียมสูงถึง 25% ซีลีเนียมมีส่วนช่วยป้องกันการอักเสบ ซึ่งส่งผลโดยตรงกับการป้องกันการเกิดโรคหัวใจ และหลอดเลือด

5. ป้องกันอาการตาเสื่อม สารอาหารในไข่อย่างลูทีน และซีแซนทิน จะช่วยยับยั้งการเสื่อมสภาพของจอประสาทตา เหมาะกับวัยทำงาน หรือวัยรุ่นที่มีการจ้องจอโทรศัพท์หรือจอคอมพิวเตอร์ และnotebook นานๆ

6. ไข่แดง มีสารที่ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเต้านม หากทานผัก ผลไม้ ซึ่งมีสารต้านมะเร็งมาก อยแล้ว ก็จะยิ่งช่วยให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

7. ทำให้รู้สึกกระฉับกระเฉงอยู่เสมอ มีพลังงานมากขึ้น เหนื่อยน้อยลง วิตามินบีในไข่ จะทำให้คุณมีพลังงานสำหรับกิจกรรมต่าง ๆ ตลอดทั้งวัน โดยในไข่ขาวอุดมไปด้วยวิตามินบี 2 และบี 3 ในขณะที่ไข่แดงมีทั้ง วิตามินบี 5 วิตามินบี 6 วิตามินบี 12 และโฟเลท

แค่กินลูกชิ้นก็เสี่ยงโรคได้

อาหารยามว่างของชาวออฟฟิศหลายๆ คน (รวมถึงออฟฟิศของ Sanook! เองด้วย) หนีไม่พ้น “ลูกชิ้นทอด” ที่ทั้งอร่อย ทั้งอิ่ม กินกันเพลินจนหยุดไม่อยู่ แต่นอกจากแป้ง และน้ำจิ้มที่เป็นอาหารให้พลังงานสูง เสี่ยงต่อน้ำหนักที่อาจพุ่งขึ้นอย่างไม่รู้ตัวแล้ว ลูกชิ้นที่ไม่ได้มาตรฐานอาจส่งผลอันตรายต่อผู้บริโภคอย่างเราๆ ได้เช่นกัน

อันตรายจากลูกชิ้น
ดร.วนะพร ทองโฉม นักวิชาการโภชนาการ ฝ่ายโภชนาการ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุว่า ลูกชิ้นเป็นผลิตภัณฑ์แปลรูปจากเนื้อสัตว์ แม้ว่าลูกชิ้นจะมีหลายแบบ หลายขนาด และมีส่วนผสมหลักที่แตกต่างกันไป เช่น ลูกชิ้นปลา ลูกชิ้นหมู ลูกชิ้นเนื้อ เป็นต้น แต่สิ่งหนึ่งที่มักพบเจอในลูกชิ้นทุกแบบ คือ

  • สารบอแรกซ์ หรือน้ำประสานทอง แม้ว่าจะมีกฎหมายไม่ให้ใส่ในอาหาร แต่ก็ยังมีผู้ผลิตที่มักแอบใส่เพื่อให้ลูกชิ้นมีความเหนียวนุ่ม เด้งหนึบหนับ และไม่เน่าเสียง่าย

 

  • สารกันบูด เช่น กรดเบนโซอิก ผู้ผลิตอาจใส่เพิ่มลงไปในลูกชิ้น เพื่อไม่ให้ลูกชิ้นเสียง่าย เก็บได้นาน เนื่องจากเวลาทำขายมักทำเป็นปริมาณมากต่อครั้ง อาจไม่ได้ทำสดใหม่วันต่อวัน หากใส่ในปริมาณมากอาจส่งผลต่อการทำงานของระบบทางเดินอาหาร รวมทั้งเสี่ยงต่ออาการแพ้ได้

 

  • โซเดียม ในลูกชิ้น 5 ลูก (ลูกขนาดกลาง 1 ไม้) มีโปรตีนราว 7 กรัม ไขมันราว 5 กรัม แต่เมื่อลูกชิ้นเป็นเนื้อสัตว์แปรรูป จึงมีโซเดียมมากกว่าเนื้อสัตว์ปกติถึง 10 เท่า หรือ ราว 350 มิลลิกรัม

 

  • สีผสมอาหาร หากเป็นลูกชิ้นสีเข้มๆ ที่มีการใส่สีผสมอาหารมากเกินไป ส่งผลต่อการทำงานของตับ และไต ที่ต้องทำงานอย่างหนักเพื่อพยายามขับสารเคมีที่เกินความต้องการของร่างกายออก

อาการที่พบหากได้รับสารบอแรกซ์มากเกินไป

  • อ่อนเพลีย
  • เบื่ออาหาร
  • น้ำหนักลด
  • ตับ และไตอักเสบ
  • คลื่นไส้ อาเจียน
  • ปวดท้อง
  • อุจจาระร่วง อุจจาระเป็นเลือด
  • ชัก
  • หมดสติ

สำหรับประเทศไทย กระทรวงสาธารณสุขมีการตรวจเช็กคุณภาพของลูกชิ้นตามตลาดต่างๆ อยู่เรื่อยๆ และยังไม่พบลูกชิ้นที่มีค่าจากสารปนเปื้อนเกินมาตรฐานแต่อย่างใด แต่ก็ยังมีอันตรายอื่นๆ เช่น โซเดียมในลูกชิ้นที่มีปริมาณสูงมาก ทำให้ไต และหัวใจทำงานหนักได้

วิธีเลือกซื้อ-รับประทานลูกชิ้นปราศจากสารบอแรกซ์

  1. ซื้อลูกชิ้นที่ทราบผู้ผลิต หรือแหล่งผลิต ที่บรรจุภัณฑ์มีรหัส อย.
  2. หลีกเลี่ยงการบริโภคลูกชิ้นสีสันเข้มสดใสมากเกินไป
  3. รักษาระดับในการรับประทานโซเดียมในแต่ละคน อย่าให้สูงเกินไป
  4. ไม่ซื้อลูกชิ้นที่ใช้น้ำมันซ้ำในการทอด ลูกชิ้นที่ปิ้ง ย่างจนไหม้เกรียมมากเกินไป เพราะอาจมีสารก่อมะเร็ง
  5. ลดการบริโภคลูกชิ้นลง ไม่บริโภคเป็นประจำทุกวัน หรือในปริมาณมาก เพราะอาจเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็งกระเพาะอาหารได้
  6. รับประทานลูกชิ้นร่วมกับผัก หรือผลไม้ เพื่อให้ได้คุณค่าทางสารอาหารที่ครบถ้วนในมื้อนั้นๆ