ภาวะไตวายอันตรายถึงขีดสุด

อาการและอันตรายจากภาวะไตวาย

ไตของมนุษย์มีความสามารถในการชดเชยที่แข็งแกร่งและก่อนที่ 80% ของเนื้อเยื่อไตได้รับความเสียหาย (หรือก่อนที่อัตราการกรองของไตลดลงถึง 25 มล. / นาที) จะไม่มีอาการหรืออาการน้อย ผู้ป่วยบางรายที่เป็นโรคไต polycystic จะไม่มีอาการแม้ว่าอัตราการกรองของไตจะน้อยกว่า 10 มล. / นาที นี่คือเนื่องจากการปรับตัวที่แข็งแกร่งของเนื้อเยื่อไตที่เหลืออยู่ซึ่งแทบจะไม่สามารถรักษาการทำงานของไต ภาวะไตวายเรื้อรังสามารถทำให้เกิดความเสียหายต่อระบบต่าง ๆ ของร่างกายมนุษย์

1. ความผิดปกติของระบบย่อยอาหารเป็นอาการที่เกิดขึ้นเร็วและบ่อยที่สุด อาการที่พบบ่อยมีดังนี้:

(1) อาการเบื่ออาหาร (การแข็งค่าของความอยากอาหารมักจะเกิดขึ้นก่อนหน้านี้)

(2) คลื่นไส้อาเจียนและท้องอืด

(3) แผลที่ปากและลิ้น

(4) ปากมีกลิ่นปัสสาวะ

(5) มีเลือดออกทางเดินอาหารส่วนบน

2. ระบบเลือดผิดปกติและอาการทางคลินิกคือ

(1) โรคโลหิตจาง (อาการที่ต้องมีอยู่ในผู้ป่วยที่มีเลือด)

(2) แนวโน้มเลือดออกสามารถแสดงเป็นผิวหนังเลือดออกเยื่อเมือก

(3) ความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ

3. ความเสียหายของหัวใจและหลอดเลือดเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตที่พบบ่อยที่สุดในภาวะไตวายเรื้อรัง ในทางการแพทย์มันสามารถแสดงเป็น:

(1) ความดันโลหิตสูงผู้ป่วยส่วนใหญ่ (มากกว่า 80%) มีระดับความดันโลหิตสูงที่แตกต่างกันซึ่งอาจทำให้เกิดภาวะหลอดเลือดตีบซ้ายกระเป๋าหน้าท้องยั่วยวนและหัวใจล้มเหลว

(2) ภาวะหัวใจล้มเหลวมักจะปรากฏใน cardiomyopathy

(3) เยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ

(4) ความก้าวหน้าของหลอดเลือดและกลายเป็นปูนหลอดเลือดสามารถเป็นไปอย่างรวดเร็วและการฟอกเลือดเป็นที่ชัดเจนมากขึ้น

4. ความเสียหายของระบบประสาทและกล้ามเนื้ออาการของผู้ป่วยคือ:

(1) ความเมื่อยล้าในช่วงต้น, นอนไม่หลับ, ไม่ตั้งใจ, ฯลฯ

(2) ปลายประสาทอักเสบเกิดขึ้นในช่วงปลาย

(3) กลุ่มอาการของโรคไตไม่สมดุลที่เกี่ยวข้องกับการฟอกไตมักจะเกิดขึ้นในผู้ป่วยที่มีการล้างไตหลักแสดงอาการคลื่นไส้อาเจียนปวดศีรษะกรณีที่รุนแรงของการชัก

5. osteopathy ไตผู้ป่วยอาจปรากฏขึ้น:

(1) อาจทำให้เกิดการแตกหักที่เกิดขึ้นเอง

(2) ความรุนแรงของกระดูกความไม่สะดวกในการเดิน ฯลฯ

6. ความเสียหายทางเดินหายใจผู้ป่วยอาจปรากฏขึ้น:

(1) การหายใจดิสก์นั้นลึกและนาน

(2) หลอดลมอักเสบยูเรียมิคปอดบวม (ปีกผีเสื้อ) เยื่อหุ้มปอดอักเสบ ฯลฯ

7. ความเสียหายผิวผู้ป่วยอาจปรากฏขึ้น:

อาการคันของผิวหนังการสะสมของครีมยูเรียยูเรียและการล้างไตไม่สามารถปรับปรุงได้

8. ความผิดปกติของต่อมไร้ท่อ

มันเป็นลักษณะการเจริญเติบโตของอวัยวะสืบพันธุ์หรือฝ่อ, ความใคร่ต่ำ, amenorrhea, ภาวะมีบุตรยาก, ความอ่อนแอและอื่น ๆ

9. การติดเชื้อที่ร้ายแรงพร้อมกัน

ผู้ป่วยมีแนวโน้มที่จะติดเชื้อและพบได้บ่อยในการติดเชื้อในปอด ไข้ในระหว่างการติดเชื้อสามารถเห็นได้ชัดโดยไม่ต้องคนปกติ

แค่กินลูกชิ้นก็เสี่ยงโรคได้

อาหารยามว่างของชาวออฟฟิศหลายๆ คน (รวมถึงออฟฟิศของ Sanook! เองด้วย) หนีไม่พ้น “ลูกชิ้นทอด” ที่ทั้งอร่อย ทั้งอิ่ม กินกันเพลินจนหยุดไม่อยู่ แต่นอกจากแป้ง และน้ำจิ้มที่เป็นอาหารให้พลังงานสูง เสี่ยงต่อน้ำหนักที่อาจพุ่งขึ้นอย่างไม่รู้ตัวแล้ว ลูกชิ้นที่ไม่ได้มาตรฐานอาจส่งผลอันตรายต่อผู้บริโภคอย่างเราๆ ได้เช่นกัน

อันตรายจากลูกชิ้น
ดร.วนะพร ทองโฉม นักวิชาการโภชนาการ ฝ่ายโภชนาการ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุว่า ลูกชิ้นเป็นผลิตภัณฑ์แปลรูปจากเนื้อสัตว์ แม้ว่าลูกชิ้นจะมีหลายแบบ หลายขนาด และมีส่วนผสมหลักที่แตกต่างกันไป เช่น ลูกชิ้นปลา ลูกชิ้นหมู ลูกชิ้นเนื้อ เป็นต้น แต่สิ่งหนึ่งที่มักพบเจอในลูกชิ้นทุกแบบ คือ

  • สารบอแรกซ์ หรือน้ำประสานทอง แม้ว่าจะมีกฎหมายไม่ให้ใส่ในอาหาร แต่ก็ยังมีผู้ผลิตที่มักแอบใส่เพื่อให้ลูกชิ้นมีความเหนียวนุ่ม เด้งหนึบหนับ และไม่เน่าเสียง่าย

 

  • สารกันบูด เช่น กรดเบนโซอิก ผู้ผลิตอาจใส่เพิ่มลงไปในลูกชิ้น เพื่อไม่ให้ลูกชิ้นเสียง่าย เก็บได้นาน เนื่องจากเวลาทำขายมักทำเป็นปริมาณมากต่อครั้ง อาจไม่ได้ทำสดใหม่วันต่อวัน หากใส่ในปริมาณมากอาจส่งผลต่อการทำงานของระบบทางเดินอาหาร รวมทั้งเสี่ยงต่ออาการแพ้ได้

 

  • โซเดียม ในลูกชิ้น 5 ลูก (ลูกขนาดกลาง 1 ไม้) มีโปรตีนราว 7 กรัม ไขมันราว 5 กรัม แต่เมื่อลูกชิ้นเป็นเนื้อสัตว์แปรรูป จึงมีโซเดียมมากกว่าเนื้อสัตว์ปกติถึง 10 เท่า หรือ ราว 350 มิลลิกรัม

 

  • สีผสมอาหาร หากเป็นลูกชิ้นสีเข้มๆ ที่มีการใส่สีผสมอาหารมากเกินไป ส่งผลต่อการทำงานของตับ และไต ที่ต้องทำงานอย่างหนักเพื่อพยายามขับสารเคมีที่เกินความต้องการของร่างกายออก

อาการที่พบหากได้รับสารบอแรกซ์มากเกินไป

  • อ่อนเพลีย
  • เบื่ออาหาร
  • น้ำหนักลด
  • ตับ และไตอักเสบ
  • คลื่นไส้ อาเจียน
  • ปวดท้อง
  • อุจจาระร่วง อุจจาระเป็นเลือด
  • ชัก
  • หมดสติ

สำหรับประเทศไทย กระทรวงสาธารณสุขมีการตรวจเช็กคุณภาพของลูกชิ้นตามตลาดต่างๆ อยู่เรื่อยๆ และยังไม่พบลูกชิ้นที่มีค่าจากสารปนเปื้อนเกินมาตรฐานแต่อย่างใด แต่ก็ยังมีอันตรายอื่นๆ เช่น โซเดียมในลูกชิ้นที่มีปริมาณสูงมาก ทำให้ไต และหัวใจทำงานหนักได้

วิธีเลือกซื้อ-รับประทานลูกชิ้นปราศจากสารบอแรกซ์

  1. ซื้อลูกชิ้นที่ทราบผู้ผลิต หรือแหล่งผลิต ที่บรรจุภัณฑ์มีรหัส อย.
  2. หลีกเลี่ยงการบริโภคลูกชิ้นสีสันเข้มสดใสมากเกินไป
  3. รักษาระดับในการรับประทานโซเดียมในแต่ละคน อย่าให้สูงเกินไป
  4. ไม่ซื้อลูกชิ้นที่ใช้น้ำมันซ้ำในการทอด ลูกชิ้นที่ปิ้ง ย่างจนไหม้เกรียมมากเกินไป เพราะอาจมีสารก่อมะเร็ง
  5. ลดการบริโภคลูกชิ้นลง ไม่บริโภคเป็นประจำทุกวัน หรือในปริมาณมาก เพราะอาจเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็งกระเพาะอาหารได้
  6. รับประทานลูกชิ้นร่วมกับผัก หรือผลไม้ เพื่อให้ได้คุณค่าทางสารอาหารที่ครบถ้วนในมื้อนั้นๆ

ดูแลสุขภาพง่ายๆ กับ 5 วิธี

สุขภาพที่ดีใคร ๆ ก็อยากมี แต่วิถีการใช้ชีวิตในปัจจุบันมีสิ่งยั่วยุต่าง ๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นอาหารการกิน การเสพสื่อโซเชียล ไม่ค่อยมีเวลาออกกำลังกาย สิ่งเหล่านี้ล้วนแต่เป็นต้นเหตุที่ทำให้สุขภาพของเราทรุดโทรมทั้งนั้น ดังนั้นผมจึงมีวิธีสร้างสุขภาพดีง่าย ๆ ที่อยากบอกต่อ ซึ่งหากคุณสาว ๆ ได้ทำตามล่ะก็ รับรองเลยว่า สุขภาพจะดีขึ้นแน่นอน

1. การเลือกรับประทานอาหาร
ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า อาหารเป็นปัจจัยหนึ่งที่สำคัญต่อร่างกาย การจะเกิดผลดีหรือผลเสียนั้น ขึ้นอยู่กับการเลือกรับประทานอาหารให้เหมาะสม เพราะร่างกายจะนำไปพัฒนาและซ่อมแซมในส่วนต่าง ๆ ควรลดอาหารที่มีแคลอรีสูง ของทอด ปิ้ง-ย่าง หรืออาหารที่มีไขมันเยอะ เพราะหากร่างกายเผาผลาญไม่หมดก็จะกลายเป็นไขมันสะสมในร่างกายในที่สุด ทางที่ดีควรรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ในปริมาณที่เหมาะสม เลือกรับประทานแต่อาหารที่มีประโยชน์

2. บริหารสมอง
การบริหารสมองก็เป็นอีกวิธีที่จะช่วยเสริมสร้างสุขภาพที่ดีได้ ลองหาเกมฝึกสมองมาเล่น เช่น เกมอักษรไขว้ เกมจำตำแหน่งภาพ เกมจับผิด เกมซูโดกุ หรือเกมหมากรุกจีน เป็นต้น ควรหันมารับประทานผลไม้พวก ส้ม องุ่น เบอร์รี่ให้มากขึ้นด้วย เพราะผลไม้จำพวกนี้มีสารช่วยต้านอนุมูลอิสระ ลดอาการหลง ๆ ลืม ๆ ได้ หรือการหัวเราะก็ช่วยให้เลือดไหลเวียนดียิ่งขึ้น เพราะร่างกายจะหลั่งสารเคมีในระบบประสาทที่ทำให้ผ่อนคลาย ซึ่งจะส่งผลดีทั้งร่างกาย จิตใจ อีกทั้งคนรอบข้างก็จะมีความสุขตามไปด้วย

3. พักสายตาจากการเสพสื่อโซเชียล
ทุกวันนี้ไม่ว่าจะหันไปทางไหนหรือทำอะไรก็ต้องถ่ายรูป แชร์ข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ ไม่ให้พลาดเหตุการณ์สำคัญ ๆ ซึ่งถ้าใช้ในปริมาณที่เหมาะสมก็จะให้ผลดีแก่เรา แต่ถ้าใช้มากเกินไปนอกจากจะทำให้เป็นคนติดโซเชียลแล้ว ยังอาจทำให้กล้ามเนื้อดวงตาเมื่อยล้า หรือตาแห้งเพราะต้องคอยจ้องอยู่ที่หน้าจอเป็นเวลานาน อาจทำให้เกิดอาการเบลอ สายตาพร่ามัว หรือสายตาสั้นได้ ทางที่ดีควรพักสายตา และบริหารดวงตาของเราด้วย เช่น กระพริบตา กลอกตาไปมาเพื่อป้องกันตาแห้ง หรือมองไปยังวัตถุที่อยู่ไกล ก็จะช่วยให้ผ่อนคลายดวงตาลงได้ และถ้าลดโซเชียลลงบ้าง ก็จะทำให้ไม่ต้องเครียดจากการเสพข่าว สุขภาพจิตดีขึ้น

4. ออกกำลังกาย
การออกกำลังกายนอกจากจะได้สุขภาพที่ดี เพราะอวัยวะภายในร่างกายจะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้ว ยังทำให้เรามีภูมิต้านทานห่างไกลโรคภัยต่าง ๆ สุขภาพจิตก็ดีตามไปด้วย ควรออกกำลังกายอย่างน้อยวันละ 30 นาทีหลังเลิกงาน ลองเดินออกกำลังกายที่สวนสาธารณะใกล้บ้านก็ได้ หรือจะวิ่ง จะแอโรบิค ก็ล้วนแต่ทำให้ร่างกายมีสุขภาพที่ดีทั้งนั้น แต่หากใครไม่มีเวลาออกกำลังกายจริง ๆ งานบ้านก็อาจจะช่วยได้เหมือนกัน เช่น ทำสวน กวาดบ้าน ถูบ้าน ล้างรถ ก็ถือเป็นการออกกำลังกายไปในตัว ทั้งยังทำให้บ้านสะอาดเป็นระเบียบเรียบร้อยอีกด้วย

5. พักผ่อนให้เพียงพอ
เมื่อทำกิจวัตรต่าง ๆ ในแต่ละวันเสร็จเรียบร้อยแล้ว การพักผ่อนที่ดีที่สุด คือ การนอน เพราะร่างกายจะได้ซ่อมแซมฟื้นฟูได้อย่างเต็มที่ ควรนอนให้ครบ 8 ชั่วโมงและนอนให้เป็นเวลา เพราะหากนอนดึกเกินไป ร่างกายอาจเหนื่อยล้าได้ อีกทั้งยังมีผลเสียตามมา เช่น มีริ้วรอย เสี่ยงต่อโรคภัยต่าง ๆ ทางที่ดีควรพักผ่อนให้เพียงพอ เมื่อตื่นขึ้นมารับวันใหม่ ร่างกายจะได้สดชื่นและตื่นตัวตลอดทั้งวัน สุขภาพร่างกายก็จะดีตามไปด้วย

เห็นไหม แค่วิธีง่าย ๆ แค่นี้ก็ทำให้คุณมีสุขภาพที่ดีขึ้นได้แล้ว อาจจะต้องใช้ความพยายามสักหน่อย อาจรู้สึกฝืนตัวเองสักนิดในช่วงแรก แต่รับรองได้เลยว่า ความพยายามไม่ศูนย์เปล่าแน่นอน ถือเป็นกำไรเสียด้วยซ้ำ!