ลดน้ำหนักอย่างไรให้ประสบความสำเร็จ

เชื่อเลยว่าทั้งหนุ่มๆและสาวๆหลายคนที่มีน้ำหนักตัวที่เยอะ มีรูปร่างที่ตัวอ้วนตัวใหญ่ แล้วมีความคิดอยากจะลดน้ำหนัก บางคนพยายามลดยังไงน้ำหนักก็ไม่ลง หรือพยายามลดยังไงตัวก็ไม่ผอมลงไปมากกว่านี้ เอาล่ะเดี๋ยวเราจะมาลองคุยกันมันเกินจากอะไร สิ่งแรกที่คนกำลังเริ่มน้ำหนักต้องสละทิ้งไปก็คือตัวช่วยในการลดน้ำหนักอย่างพวกยาลดน้ำหนัก

ที่มักจะชอบสรรพคุณว่าจะเข้าไปช่วยกำจัดไขมันทั่วร่างกาย หรือตามจุดต่างๆของร่างกาย ซึ่งในทางการแพทย์ออกมายืนยันแล้วนะว่า เราไม่สามารถลดน้ำหนักเฉพาะจุดได้ ยิ่งการทานยาพวกนั้นยิ่งเป็นไปไม่ได้แล้วใหญ่ สุดท้ายแล้วถ้าวันไหนที่เราเลิกทานไปแล้วเราก็จะกลับมาอ้วนเหมือนเดิมได้ ในการลดน้ำหนัก ลดหุ่นอย่างถูกวิธีคือ การควบคุมอาหาร และการออกกำลังกาย

ถึงแม้ว่ามันจะเป็นวิธีที่ต้องใช้ระยะเวลานาน เชื่อเถอะว่ามันคุ้มอย่างแน่นอน ซึ่งในการควบคุมอาหารนั้นถือว่าสำคัญเป็นอย่างมาก มากกว่าการออกกำลังกายเสียอีก เพราะหลักๆแล้วการที่คุณมีน้ำหนักที่มาก มีสัดส่วนที่ผิดรูป นั้นเกิดมาจากไขมันที่เข้าไปอุกตันตามส่วนต่างๆของร่างกาย และสิ่งที่ก่อให้เกิดไขมันนั้นก็เกิดมาจากอาหารที่คุณรับประทานเข้าไปนั้นเอง

ถ้าหากว่าคุณเป็นคนที่มีน้ำหนักตัวแล้วรูปร่างที่อ้วนมาก ยังไม่ต้องเริ่มด้วยการออกกำลังกายก็ได้ ลองเริ่มควบคุมอาหารดูก่อนอย่างเช่น การลดปริมาณอาหารที่ ลดอาหารบางชนิดออกไป ดูผลในระยะ 1-2 สัปดาห์ เชื่อเถอะว่าคุณอาจจะเห็นความเปลี่ยนแปลงไม่มากก็น้อย รอให้น้ำหนักและสัดส่วนของคุณคงที่แล้วจึงค่อยเริ่มมาออกกำลังกายก็ได้

การออกกำลังกายคุณไม่จำเป็นต้องออกกำลังกายหนักๆในช่วงเริ่มแรกหรอก เพราะร่างกายถ้าไม่เคยออกำลังกายเลย มันจะทำให้คุณเหนื่อยง่าย จนถึงขั้นเป็นลมหมดสติลงไปเลยก็เป็นได้ ฉะนั้นแล้วคุณควรเริ่มจากการออำลังกายเบาๆเพื่อให้ร่างกายได้ดึงพลังงานออกมาเผาผลาญ และหลายคนเองนั้นเชื่อว่าการออกกำลังกายเยอะๆหยักๆจะทำให้น้ำหนักลงเร็ว ผอมเร็ว

อันที่จริงก็ไม่ผิด แต่อย่างที่ได้กล่าวไปข้างต้นว่า การควบคุมอาหารนั้นสำคัญกว่าการออกกำลังกาย เพราะการออกกำลังกายนั้นมันจะต้องใช้พลังงาน ถึงแม้ว่าการออกำลังกายจะเป็นดึงพลังงานออกมาเผาผลาญ

แต่ถ้าเราไม่มีเรี่ยวแรงที่จะออกกำลังกาย สุดท้ายแล้วจะเกิดผลเสียต่อร่างกายเหมือนเดิม ดังนั้นเราควรใส่ใจในเรื่องการควบคุมอาหารมากกว่า แต่ถึงอย่างไรนั้นก็ควรทำทั้งสองอย่างเพื่อหุ่นที่จะอยู่กำลังยืนยาวนาน และสุขภาพเราก็จะแข็งแรงอีกด้วย

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  ชุดตรวจ hiv

ควบคุมอาหารอย่างไรให้เห็นผล

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าการที่เรามีหุ่นสวยสุขภาพดีนั้นทำให้เราดูภาพลักษณ์ และบุคลิกภาพที่ดี

ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายก็มีความต้องการแบบนั้นอย่างแน่นอน สำหรับที่มีปัญหาในเรื่องของ น้ำหนักเยอะ อ้วน ตัวบวม ในบทความนี้เราจะมาพูดถึงการลดน้ำหนักด้วยวิธีการควบคุมอาหารกัน ต้องขอบอกก่อนเลยว่าหลายนั้นแก้ปัญหาที่ปลายจนเกินไปอย่างเช่น การไปออกกำลังกาย ไม่ใช่วิธีการนี้ไม่ถูกต้อง หรือไม่เหมาะสม แน่นอนว่าการออกกำลังกายจะให้น้ำหนักลด ร่างกายดึงสารอาหารอย่างแป้ง น้ำตาล

และไขมันออกมาใช้ จึงทำให้เรามีน้ำหนักที่ลดลง และหุ่นกระชับดีขึ้น แต่ถึงอย่างไรแล้วเราควรมาวิเคราะห์ความอ้วนของก่อนว่า แท้จริงแล้วนั้นเกิดขึ้นจากสาเหตุใด ถ้าเราอ้วนเพราะพันธุ์กรรม การออกกำลังกายถือว่าเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดนั้นถูกแล้ว แต่ในอีกหนึ่งรูปแบบคือ ถ้าเราไม่มีพ่อกับแม่ หรือลำดับญาติที่ตัวอ้วน นั้นก็แสดงให้เห็นว่าเรานั้นอ้วนด้วยสาเหตุอื่น

และสาเหตุนั้นก็คือสาเหตุที่คนส่วนใหญ่ต้องพบเจอคือ การทานอาหาร สิ่งแล้วที่เราควรสังเกตเลยคือ พฤติกรรมการรับประทานของตัวเราเอง ว่าเรานั้นรับประทานอาหารอย่าง รับประทานอาหารที่มีประโยชน์หรือไม่ รับประทานอาหารในปริมาณที่เหมาะสมหรือไม่ ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งสำคัญมากว่าการออกกำลังกายเสีย ลองเริ่มด้วยวิธีง่ายด้วยการควบคุมอาหารก่อนที่จะไปออกกำลังกายดีกว่า บางคนนั้นไม่สามารถอดทนต่อการควบคุมอาหารได้

นั้นเป็นเพราะคุณควบคุมอาหารด้วยวิธีหักดิบจนเกินไปหรือไม่? การควบคุมอาหารจะต้องทำอย่างค่อยเป็นค่อยไปเช่น ปกติ 1 มื้อ คุณจะทานข้าว 3 จาน ก็ลองเปลี่ยนมาทานเหลือ 2 จานครึ่งดู ทำแบบนี้แล้วค่อยลดปริมาณลงเรื่อยๆ เพื่อปรับความคุ้นชินให้กับร่างกาย ถ้าหากคุณหักดิบด้วยการเหลือ 1 จาน จะทำให้คุณเองนั้นแหละที่รู้สึกทรมาน และยังส่งผลให้คุณกลับมาทานมากกว่าเดิมในวันที่ร่างกายคุณไม่ไหว

หากใช้วิธีการค่อยเป็นค่อยไปจะทำให้คุณและร่างกายของคุณนั้นชินกับการกินในปริมาณที่ลดลงเรื่อยๆได้ การควบคุมอาหารสิ่งที่หนึ่งที่ไม่ควรลืมเลยคือ ควรกินให้พออิ่ม อิ่มแล้วให้หยุดกิน ไม่ต้องนึกเสียดาย ซึ่งหลายคนมีความรู้สึกว่าอิ่มแล้ว แต่กระเพาะยังรับได้อยู่ถึงทานเข้าไป พฤติกรรมแบบมักจะทำให้อ้วนและน้ำหนักขึ้นอย่างไม่รู้ตัว

เพราะการที่เรารับประทานอาหารมากไปจนอิ่มถึงกระเพาะจะรับได้อีกก็ตาม แต่กระเพาะจะทำงานอย่างหนัก แจะละย่อยในส่วนย่อยไหวเท่านั้น อย่างนี้เกิดเป็นอาหารตกค้างในลำไส้ และสารอาหารบางประเภทไม่ถูกย่อย จะแปรเปลี่ยนไปเป็นไขมันที่ไปเกาะสะสมตามส่วนต่างๆของร่างกายอีกด้วย

 

สนับสนุนโดย  Kardinal stick รีวิว

ลักษณะอาการปวดหัวแบบไหนที่เรียกว่า “ไมเกรน”

ลักษณะอาการปวดหัวแบบไหนที่เรียกว่า “ไมเกรน”
ไมเกรน เป็นโรคที่ก่อเกิดลักษณะของการปวดหัวเรื้อรังประเภทหนึ่ง มีลักษณะเฉพาะบุคคลที่สำคัญ คือ ลักษณะของการปวดหัว โดยมักปวดด้านเดียว หรือเริ่มปวดฝ่ายเดียวก่อนแล้วค่อยๆ ปวดไปหมดทั้ง 2 ข้าง แต่ละครั้งที่ปวดสักพักจะย้ายข้างไปๆ มาๆ หรือย้ายตำแหน่งได้ ครั้งคราวบางทีอาจปวดอีกทั้ง 2 ข้างขึ้นมาพร้อมเพียงกันตั้งแต่แรกเลยก็ได้

โดยลักษณะของการปวดหัวไมเกรน เป็นลักษณะของการปวดหัวที่มักพบเป็นอันดับ 2 รองจากลักษณะของการปวดหัวจากกล้ามเกร็ง เจอในเพศหญิงมากยิ่งกว่าเพศชายโดยประมาณ 2-3 เท่า มักเริ่มมีลักษณะอาการคราวแรกในตอนวัยรุ่นถึงกลางคน ปวดหัวไมเกรนสามารถแบ่งได้เป็น 2 ชนิดใหญ่ๆ ดังนี้

1. ไมเกรนที่ไม่มีอาการเตือน (Migraine without aura) พบได้มากที่สุดในบรรดาลักษณะอาการปวดหัวไมเกรน

2. ไมเกรนที่มีลักษณะอาการเตือน (Migraine with aura)

– อาการเตือนที่พบได้ทั่วไป คือ การมองมองเห็นไม่ปกติ โดยจะมองเห็นแสงสว่างเป็นเส้นซิกแซกเหมือนฟันเลื่อย อาจจะเป็นไปได้ว่าจะมีหรือไม่มีสี หรือเห็นภาพมืดไปบ้าง หรือเห็นภาพไม่ชัดเจน หลับตาแล้วยังมองเห็นได้อยู่ หรือเห็นภาพเบี้ยว ซึ่งอาการไม่ปกติของการมองเห็นจะเคลื่อนอย่างช้าๆ

– อาการเตือนอื่นๆ เช่น อาการชาที่มือแขน หรือชารอบปาก, พูดไม่ได้ชั่วครั้งคราวหรือคิดชื่อไม่ออก, หรือมีลักษณะเหน็ดเหนื่อยของแขนขาบางส่วนของร่างกาย ฯลฯ

ลักษณะของการเกิดอาการปวดศีรษะไมเกรน
– มักปวดตุบๆ เป็นช่วงๆ แต่ว่ามีบางขณะที่ปวดแบบทื่อๆ

– โดยมากจะปวดร้ายแรงปานกลางถึงร้ายแรงมากมาย โดยจะเบาๆ ปวดมากขึ้นเรื่อยๆ ทีละเล็กละน้อยจนตราบเท่าปวดร้ายแรงเต็มกำลังและหลังจากนั้นก็ค่อยๆ ทุเลาลักษณะของการปวดลงจนกระทั่งหาย

– ในช่วงเวลาที่ปวดหัวมักมีลักษณะอาการอาเจียน หรืออ้วกร่วมด้วย

– ช่วงเวลาปวดบางครั้งอาจจะนานหลายชั่วโมง โดยมากจะนานไม่เกิน 24 ชั่วโมง ในบางรายอาจจะเป็นไปได้ว่าจะมีอาการเตือนก่อน อาทิเช่น สายตาขุ่นมัว หรือ แลเห็นแสงสว่างกระพริบๆ ลักษณะของการปวดนั้นไม่เลือกเวลา บางรายบางทีก็อาจจะปวดตอนดึก หรือปวดตั้งแต่ตื่นขึ้นมา บางรายปวดตั้งแต่ก่อนไปนอนจนตราบเท่าตื่นก็ยังไม่หายปวด

ว่าด้วยเรื่องการนอนไม่หลับ

ว่าด้วยเรื่องการนอนไม่หลับ

อาการนอนไม่หลับ ไม่ใช่เรื่องธรรมดานะคะ เพราะหากมันเรื้อรังก็จะกลายเป็นสิ่งที่น่ากลัว และหากเกิดขึ้นบ่อย ๆ ก็จะทำลายสุขภาพมาก สามารถส่งผลกระทบต่อหน้าที่การทำงานและความสัมพันธ์กับผู้อื่นได้ ปัญหาการนอนไม่หลับในแต่ละคนก็มีความแตกต่างกัน บางคนนอนหลับยาก ใช้เวลานานจึงจะหลับได้ หลับไม่สนิท หลับๆ ตื่นๆ หลับง่าย ตื่นง่าย ชอบตื่นกลางดึกแล้วหลับต่อยาก

ปัญหานอนไม่หลับมีหลายแบบ เกิดขึ้นตามระยะเวลา ทั้งแบบชั่วคราว เป็นๆ หายๆ และแบบเรื้อรัง
ซึ่งปัจจัยที่ส่งผลให้นอนไม่หลับก็มีอยู่มากในชีวิต แค่คุณรับประทานอาหารมื้อเย็นครั้งละมากๆ คุณก็อาจจะรู้สึกแน่นท้อง และอาจส่งผลต่อการนอนหลับได้ ผลกระทบของการนอนไม่หลับ คือทำให้ระดับความดันโลหิต น้ำตาล และไขมัน เปลี่ยนแปลงบ่อยๆ ภูมิต้านทานลดลง สมรรถภาพทางเพศลดลงความต้องการลดลง ผิวพรรณไม่ผ่องใส หมองคล้ำ ดูแก่ก่อนวัย สมาธิความจำแย่ลง ต้องลองปรับพฤติกรรมบางอย่างไม่ว่าจะเป็นการทานอาหารและเครื่องดื่มที่ช่วยส่งเสริมการนอนหลับให้ได้ประสิทธิภาพมากขึ้น แล้วหากยังนอนหลับได้ไม่ดีพอ หรือแก้ปัญหานี้ไม่ได้เลย ควรเข้ามาปรึกษาแพทย์เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงของการนอนไม่หลับ

ใครๆ ก็ชอบทานไข่

ใครๆ ก็ชอบทานไข่ ไข่นั้นมีประโยชน์ต่อสุขภาพมาก และหาซื้อได้ง่าย ทั้งตามร้านขายชำ และร้านสะดวกซื้อหรือห้างสรรพสินค้า เพราะว่าคนไทยนั้นนิยมบริโภคไข่ อีกทั้งอาหารไทยส่วนใหญ่ก็มักจะใช้ไข่เป็นวัตถุดิบ หรือแม้กระทั่งเป็นอาหารข้างเคียงไปกับอาหารจานหลัก เมื่อรู้อย่างนี้แล้ว เราไปลองดูกันหน่อยว่า ไข่ ที่เราทานกันนี้มีประโยชน์อย่างไรบ้าง

1. มีโปรตีนสูง อีกทั้งยังพบว่าในไข่ไก่นั้นมี กรดอะมิโนอยู่ ในปริมาณที่เหมาะสมต่อร่างกาย เมื่อทานแล้วจึงได้ประโยชน์ถึงสองอย่างทำให้ร่ายกายแข็งแรง กล้ามเนื้อมีความยืดหยุ่นสูง ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้แก่ร่างกาย ทำให้ไม่เหนื่อยง่าย

2. ลดความเสี่ยงจากอาการเส้นเลือดในสมองตีบ

3. ไข่ช่วยลดน้ำหนักได้ เพราะไข่ไก่นั้นมีแคลลอรี่ต่ำ ทานแค่ 1 ฟองก็สามารถให้คุณค่าทางอาหารที่ร่างกายต้องการได้ครบ และยังทำให้อิ่มท้องยาวนาน ผู้ที่ลดน้ำหนักส่วนใหญ่จึงนิยมควบคุมอาหารด้วยกันหันมาทานไข่ต้มกัน

4. ในไข่มีซีลีเนียมสูงถึง 25% ซีลีเนียมมีส่วนช่วยป้องกันการอักเสบ ซึ่งส่งผลโดยตรงกับการป้องกันการเกิดโรคหัวใจ และหลอดเลือด

5. ป้องกันอาการตาเสื่อม สารอาหารในไข่อย่างลูทีน และซีแซนทิน จะช่วยยับยั้งการเสื่อมสภาพของจอประสาทตา เหมาะกับวัยทำงาน หรือวัยรุ่นที่มีการจ้องจอโทรศัพท์หรือจอคอมพิวเตอร์ และnotebook นานๆ

6. ไข่แดง มีสารที่ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเต้านม หากทานผัก ผลไม้ ซึ่งมีสารต้านมะเร็งมาก อยแล้ว ก็จะยิ่งช่วยให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

7. ทำให้รู้สึกกระฉับกระเฉงอยู่เสมอ มีพลังงานมากขึ้น เหนื่อยน้อยลง วิตามินบีในไข่ จะทำให้คุณมีพลังงานสำหรับกิจกรรมต่าง ๆ ตลอดทั้งวัน โดยในไข่ขาวอุดมไปด้วยวิตามินบี 2 และบี 3 ในขณะที่ไข่แดงมีทั้ง วิตามินบี 5 วิตามินบี 6 วิตามินบี 12 และโฟเลท

สัญญาณโรคไต อันตรายของโรค

ปัจจุบันนี้คนไทยเป็นโรคไตเรื้อรังกันมากขึ้น จากการศึกษาข้อมูลจากสมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย ซึ่งพบว่าคนไทยกำลังป่วยเป็นโรคไตเรื้อรังมากขึ้น โดยประมาณร้อยละ 17.6 ของประชากร หรือประมาณ 8-10 ล้านราย โดยมีผู้ป่วยที่ต้องได้รับการบำบัดทดแทนไตประมาณ 1,439 รายต่อล้านประชากร และมีแนวโน้มเป็นมากขึ้นทุกปีๆ

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญอายุรกรรมโรคไต จากโรงพยาบาลราชวิถี กล่าวว่า ทำไมโรคไตเรื้อรัง ถึงไม่ใช่โรคที่ไกลตัวอีกต่อไป เพราะโรคไตเรื้อรังสามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุที่สำคัญ ได้แก่ โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคเอสแอลอี (SLE) หรือบางครั้งอาจเกิดจากผลข้างเคียงจากการใช้ยาบางชนิดเป็นประจำ โดยเฉพาะกลุ่มยาแก้ปวด หรือ “ยาเอ็นเสด” ทั้งนี้โรคไตสามารถมีสาเหตุของโรคจากพันธุกรรมได้

เตือนสัญญาณอันตรายของโรคไต

  1. มีอาการบวมรอบดวงตา
  2. ขากดบุ๋มสองข้าง
  3. ปัสสาวะลำบาก
  4. ปัสสาวะแดงเป็นเลือด
  5. มีฟองปัสสาวะบ่อยตอนกลางคืน
  6. ปวดบั้นเอว

อันตรายที่น่ากลัวของโรคไต
ผู้ป่วยโรคไตส่วนใหญ่อาการมักไม่แสดงออกมาให้เห็นหรือให้เรารู้ตัวก่อน กว่าจะทราบป่วยเป็นโรคไตหรือไม่ ก็ต้องอาศัยการคัดกรองโรคไต ซึ่งทำได้ไม่ยาก โดยทำการตรวจวัดความดันโลหิตการตรวจเลือดหาค่าซีรั่มครีเอตินิน หรือค่าอัตราการกรองของไต (eGFR) เพื่อเป็นตัววัดระดับการทำงานของไตและตรวจร่วมกับการตรวจปัสสาวะ ประชาชนทั่วไปจำเป็นที่จะต้องได้รับการตรวจสุขภาพประจำปีทุกปี เพื่อเป็นการคัดกรองโรคไตและเพื่อหาความเสี่ยงอื่นๆ ในการเกิดโรค โดยหากพบว่าเป็นผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงควรจะได้รับการตรวจติดตามการทำงานของไตบ่อยๆ มากขึ้น

ระยะของโรคไต
ผศ.พญ.วรางคณา กล่าวต่อว่า หากการทำงานของไตเริ่มลดลงเสื่อมลง แสดงว่าโรคไตเรื้อรังจะไม่หายขาด แต่ถึงแม้ว่าโรคไตเรื้อรังจะไม่หายขาด ก็สามารถชะลอความเสื่อมของไตได้ เพื่อหลีกเลี่ยงและลดการเข้าสู่ระยะการบำบัดทดแทนไต ผู้ป่วยสามารถสอบถามแพทย์ผู้ดูแลได้ว่า ภาวะไตของเราตอนนี้มีความเสื่อมอยู่ในระดับใดแล้ว

ทั้งนี้ระยะของไตเรื้อรังสามารถแบ่งตามอัตราการกรองของไต ซึ่งมีทั้งหมด 5 ระยะ ผู้ป่วยจึงจำเป็นที่จะต้องได้รับคำแนะนำการรักษาจากอายุรแพทย์โรคไตโดยตรง เมื่อไตของคุณมีการทำงานอยู่ในระดับ 4 หรือ 5 โดยที่ไตเรื้อรังระดับ 5 จะต้องเตรียมความพร้อมที่จะเข้ารับการบำบัดทดแทนไต

วิธีป้องกันโรคไต
การป้องกันการเกิดโรคไตทำได้โดย

  1. ดื่มน้ำสะอาดเป็นประจำ
  2. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
  3. เลือกรับประทานอาหาร โดยเฉพาะลดการบริโภคเค็ม
  4. งดดื่มเหล้า สูบบุหรี่ จะช่วยป้องกันและชะลอการเสื่อมของไตได้

จากการศึกษาพฤติกรรมการบริโภคของคนไทย พบว่าคนไทยบริโภคเค็มมากกว่าปกติกว่า 2 เท่า หรือมากกว่าค่าที่กำหนด หรือมากกว่า 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน คิดเป็นโซเดียม 4,320 มิลลิกรัม เปรียบเทียบเป็นเกลือ 10.8 กรัมต่อวัน ทั้งนี้คำแนะนำก็คือ เราก็ไม่ควรบริโภคเกลือเกิน 5 กรัมต่อวันหรือเทียบเท่ากับ 1 ช้อนชาต่อวัน น้ำปลาหรือซอสปรุงรสไม่เกิน 4 ช้อนชาหรือ 1 ช้อนโต๊ะต่อวัน โดยการลดความเค็มในอาหารสามารถช่วยลดการเกิดโรคไตได้จากการบริโภคโซเดียมเกิน รวมถึงโรคไตเรื้อรัง และโรคภาวะความดันโลหิตสูง

ทั้งนี้เราควรระมัดระวังความเค็มที่มีอยู่ในอาหารทุกประเภท แต่ถ้าเรารับบประทานอาหารกระป๋องหรืออาหารที่ได้รับการแปรรูปมาแล้ว จะสามารถทราบปริมาณโซเดียมในอาหารได้จากข้อมูลฉลากข้างผลิตภัณฑ์

กล่องโฟม ก่อให้เกิดมะเร็งจริงหรอ

กล่องโฟม เสี่ยงมะเร็ง?
นพ.ดนัย ธีวันดา รองอธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า กล่องโฟมบรรจุอาหารเชื่อมโยงกับมะเร็งโดยตรงนั้น อันที่จริงยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ขนาดนั้น สิ่งที่สำคัญคือว่า โฟมที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันมีสารสไตรีน ซึ่งจะออกมาปนเปื้อนกันอาหารเมื่อถูกความร้อนหรือความมัน ในเกณฑ์มาตรฐานสัก 1,000 มิลลิกรัม อาจจะละลายปนเปื้อนออกมาสัก 300-400 มิลลิกรัม ซึ่งถ้าประชาชนกินอาหารที่มีสารสไตรีนปนเปื้อนอยู่เรื่อยๆ สารตัวนี้จะเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ก่อให้เกิดโรคมะเร็ง ผู้บริโภคต้องระมัดระวัง แม้จะเป็นปริมาณไม่เยอะ แต่ด้วยปริมาณ ความถี่ และระยะเวลาที่สะสม ก็อาจจะก่อให้เกิดความเสี่ยงได้

สารสไตรีนอาจจะก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อร่างกายได้หากสัมผัสสารที่มีความเข้มข้นสูง การบริโภคอาจจะไม่ส่งผลเท่าใด แต่ผู้ที่ต้องผลิตกล่องโฟมหรือผู้ที่ต้องทำลายกล่องโฟมนั้นจะได้รับผลกระทบต่อสุขภาพโดยตรง

เลือกใช้กล่องโฟมอย่างไรให้ปลอดภัย?
ในปัจจุบัน กระทรวงสาธารณสุขให้ความสำคัญกับกล่องโฟมในท้องตลาด จึงมีการตรวจมาตรฐานผลิตภัณฑ์กล่องโฟมอยู่เสมอ และสารสไตรีนก็ปลอดภัยต่อการใส่อาหารได้ในระดับที่ไม่น่าเป็นห่วง ดังนั้นผู้บริโภคอย่างเราๆ จึงสามารถใช้กล่องโฟม (ที่มีมาตรฐานการผลิตที่ดี) ได้อย่างปลอดภัย

อย่างไรก็ตาม กล่องโฟมยังนับว่าเป็นขยะที่ย่อยสลายได้ยาก วิธีกำจัดก็ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเช่นเดียวกัน ดังนั้นจะเป็นการดีที่เราลดการใช้กล่องโฟมมาเป็นกล่องกระดาษ หรือใส่กล่องอาหารของตัวเอง เช่นเดียวกันกับการรณรงค์ให้ใช้แก้วของตัวเองใส่เครื่องดื่ม หรือการใช้ถุงผ้าแทนถุงพลาสติก

กรดไหลย้อนหรือไส้เลื่อนกระบังลม Check ให้ชัด!

เมื่อมีอาการแสบร้อนที่หน้าอกหลายคนมักคิดถึงอาการของโรคกรดไหลย้อน ทั้งที่ความจริงแล้วยังมีอีกโรคหนึ่งที่มีอาการใกล้เคียงกัน แต่หลายคนอาจมองข้ามไป นั่นก็คือ ไส้เลื่อนกระบังลม โดยเฉพาะคนที่มีปัญญาโรคอ้วน จะพบไส้เลื่อนมากกว่าคนปกติถึง 2 เท่าและการที่อายุที่มากขึ้น ยิ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงอีกอย่างหนึ่งที่ทำให้อาการรุนแรงมากขึ้น หากไม่รีบรักษาอาจทำให้ไส้เลื่อนขาดเลือดและอันตรายถึงชีวิตได้ ดังนั้นเมื่อมีอาการดังกล่าว การพบแพทย์โดยเร็วที่สุดเพื่อตรวจวินิจฉัยจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้รับมือกับไส้เลื่อนกระบังลมได้ทันท่วงที

รู้จักไส้เลื่อนกระบังลม
กระบังลมเป็นอวัยวะที่กั้นอวัยวะภายในช่องอกและช่องท้องออกจากกัน ซึ่งโดยปกติจะมีรูเล็ก ๆ ให้หลอดอาหารลอดผ่านจากทรวงอกลงสู่กระเพาะในช่องท้องเพื่อย่อยอาหาร นอกจากนี้กระบังลมยังมีหน้าที่ป้องกันไม่ให้กรดจากกระเพาะอาหารไหลย้อนขึ้นมาบริเวณหลอดอาหารที่อยู่บริเวณทรวงอกได้ การเกิดไส้เลื่อนกระบังลม (Diaphragmatic Hernia) เป็นภาวะที่รูดังกล่าวมีขนาดใหญ่ขึ้น มีผลทำให้อวัยวะในช่องท้องอย่างกระเพาะอาหารส่วนบนสามารถเลื่อนขึ้นมาอยู่บริเวณทรวงอกผ่านทางรูของกระบังลม เมื่อเป็นไส้เลื่อนกระบังลมจึงส่งผลให้มีอาการแสบร้อนกลางอกจากกรดไหลย้อน และอาจร้ายแรงถึงขั้นอวัยวะที่เข้าไปในทรวงอกเกิดขาดเลือด อุดตัน และมีเน่าแตกทะลุได้

ปัจจัยเสี่ยงไส้เลื่อนกระบังลม
สาเหตุของไส้เลื่อนกระบังลมนั้นไม่ปรากฏชัดเจน แต่ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดไส้เลื่อนกระบังลม ได้แก่ ภาวะที่มีการเพิ่มความดันในช่องท้องมากขึ้นหรือภาวะที่หูรูดอ่อนแอลง ได้แก่

  • บาดเจ็บบริเวณกระบังลม
  • ภาวะตั้งครรภ์
  • อ้วน น้ำหนักเกินเกณฑ์
  • ไอเรื้อรัง
  • การเบ่งขณะขับถ่าย
  • อายุเกิน 50 ปี เนื่องจากความเสื่อมตามวัย

อาการไส้เลื่อนกระบังลม
อาการไส้เลื่อนกระบังลมระยะแรก อาจจะไม่แสดงอาการ มักตรวจพบจากการตรวจสุขภาพ หากไม่แสดงอาการที่ส่งผลกระทบกับร่างกาย อาจไม่ต้องทำการรักษา แต่ควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างใกล้ชิด ผู้ป่วยบางส่วนจะมาพบแพทย์ด้วยอาการของกรดไหลย้อน โดยอาการที่พบบ่อย คือ แสบร้อนที่หน้าอก อาการจะรุนแรงเมื่อนอน ก้มตัว หรืองอตัว, เรอกินเปรี้ยวในลำคอ สะอึกบ่อยหลังทานอาหาร เจ็บคอ บางครั้งอาจจะมาด้วยอาการที่ใกล้เคียงกับโรคอื่นได้ เช่น อาการหอบหืด ไอเรื้อรัง กลืนลำบาก เจ็บหน้าอก ซึ่งจำเป็นต้องตรวจอย่างละเอียดโดยแพทย์เฉพาะทางเพื่อการวินิจฉัยแยกโรคได้อย่างถูกต้อง

ตรวจเช็กไส้เลื่อนกระบังลม
การตรวจวินิจฉัยโรคไส้เลื่อนกระบังลม ผู้ป่วยมักมีประวัติอาการคล้ายกรดไหลย้อนและตรวจพบส่วนใหญ่ได้จากการตรวจเพิ่มเติม เช่น การส่องกล้องทางเดินอาหาร (Endoscopy), การกลืนแป้งและ X – ray (Upper GI Study) เพื่อดูตำแหน่งและการทำงานของหลอดอาหาร หรือการทำเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Abdominal Scan), การดูจังหวะการหดรัดตัวกล้ามเนื้อหูรูดหลอดอาหารและเพื่อหาตำแหน่ง (Esophageal Manometry)

รักษาไส้เลื่อนกระบังลม
การรักษาไส้เลื่อนกระบังลมในระยะแรกที่อาการไส้เลื่อนเป็นไม่มาก อาจรักษาด้วยการทานยาและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมร่วมกับการติดตามอาการจากแพทย์เฉพาะทางอย่างใกล้ชิด ได้แก่

1. การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เช่น

1.1 การรับประทานอาหาร
ทานอาหารมื้อละน้อย ๆ แต่บ่อย ๆ และเคี้ยวให้ละเอียดก่อนกลืน
หลีกเลี่ยงการทานอาหารแล้วนอนทันที ควรรอประมาณ 2 – 3 ชั่วโมงก่อนเข้านอน
หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ คาเฟอีน บุหรี่ หมากฝรั่ง
หลีกเลี่ยงอาหารไขมันสูง, ของทอด, รสเผ็ด, รสเปรี้ยว อาหารที่ทำให้เกิดกรดไหลย้อนได้ง่าย เช่น เนื้อสัตว์ชิ้นใหญ่ ๆ, ถั่ว, ช็อกโกแลต เป็นต้น

1.2 ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม

1.3 พฤติกรรมการนอน

  • ทานอาหารเสร็จทิ้งระยะเวลาประมาณ 2 – 3 ชั่วโมงก่อนเข้านอน
  • นอนยกหัวไหล่สูงหรือนอนตะแคงซ้าย

2. การรับประทานยา ได้แก่ ยาลดกรด, ยาลดการสร้างกรด, ยากระตุ้นการทำงานของกระเพาะอาหารและหูรูดหลอดอาหาร เป็นต้น

3. การผ่าตัดไส้เลื่อนกระบังลม ในกรณีที่การรักษาเบื้องต้นดังกล่าวไม่ดีขึ้นหรือเกิดอาการแทรกซ้อนรุนแรงและไม่สามารถควบคุมได้ จำเป็นต้องผ่าตัดรักษา ในอดีตแพทย์จะทำการผ่าตัดแบบเปิดหน้าท้องเพื่อเข้าไปเย็บซ่อมรูบริเวณกระบังลมให้แคบลง ซึ่งวิธีนี้ผู้ป่วยจะมีแผลยาวกลางหน้าท้องขนาดใหญ่และเจ็บแผลหลังผ่าตัดได้ แต่ด้วยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและความสามรถของแพทย์เฉพาะทางที่มากขึ้น ทำให้การผ่าตัดผ่านกล้องแผลเล็ก (Minimally Invasive Surgery : MIS) เข้ามามีบทบาทในการผ่าตัดผู้ป่วย โดยแพทย์จะทำการเจาะรูขนาดเล็กบริเวณผนังหน้าท้อง และในรายที่รูไส้เลื่อนมีขนาดใหญ่ แพทย์จะใช้ตาข่ายชนิดพิเศษเพื่อเสริมความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อที่ทำให้ไส้เลื่อนเคลื่อนที่ออกมาอีกด้วย ซึ่งช่วยลดอัตราการกลับมาเป็นไส้เลื่อนซ้ำได้ ด้วยการผ่าตัดวิธีนี้รอยแผลหลังผ่าตัดจะมีขนาดเล็ก 5 – 10 มิลลิเมตร ทำให้ผู้ป่วยเจ็บปวดน้อยลงและสามารถฟื้นตัวได้เร็วขึ้น

ผ่าตัดผ่านกล้องรักษาไส้เลื่อนกระบังลม
การผ่าตัดไส้เลื่อนผ่านกล้องส่องผนังหน้าท้องจำเป็นจะต้องใช้ทีมศัลยแพทย์ที่มีความชำนาญด้านการผ่าตัดผ่านกล้องมากกว่าการผ่าตัดไส้เลื่อนบริเวณอื่น ๆ เช่น บริเวณขาหนีบหรือหน้าท้อง เนื่องจากบริเวณนี้อยู่ใกล้กับอวัยวะสำคัญ ได้แก่ เส้นเลือดใหญ่และเส้นประสาทขนาดเล็กจำนวนมาก แต่ด้วยเทคโนโลยีปัจจุบันซึ่งใช้กล้องความชัดระดับเทคโนโลยี 4K Ultra High Definition ช่วยให้ศัลยแพทย์มองเห็นอวัยวะต่าง ๆ ภายในช่องท้อง เส้นเลือด และเส้นประสาทขณะเลาะพังผืดได้ชัดเจน ทำให้การผ่าตัดแก้ไขมีความถูกต้องชัดเจนยิ่งขึ้น ลดภาวะแทรกซ้อนหลังผ่าตัด แผลผ่าตัดมีขนาดเล็ก เจ็บน้อย เสียเลือดน้อย ผู้ป่วยกลับมาทำกิจวัตรประจำวันได้เร็ว

เพราะไส้เลื่อนกระบังลมเป็นโรคที่ไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด แต่หากเป็นโรคนี้อาจส่งผลกระทบกับหลอดอาหารจากภาวะกรดไหลย้อน ไม่ว่าจะเป็นแผลที่หลอดอาหาร หลอดอาหารตีบแคบ หลอดอาหารอักเสบเรื้อรัง และอาจร้ายแรงถึงขั้นมะเร็งหลอดอาหารได้ การสังเกตอาการกรดไหลย้อนที่เกิดขึ้น รวมทั้งอาการผิดปกติต่าง ๆ แล้วรีบพบแพทย์ผู้ชำนาญการทันทีจะช่วยให้ตรวจเช็กสุขภาพทันเวลา ทำการรักษาได้โดยเร็ว กลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดีอีกครั้ง

วันนี้เรามีเคล็ดลับดูแลตับให้แข็งแรงมาฝาก

วันนี้เรามี เคล็ดลับดูแลตับให้แข็งแรง มาฝาก

สำหรับเมืองไทยของเรามะเร็งตับเกิดขึ้นกับผู้ชายจะเป็นอันดับหนึ่ง และ นอกจากนั้นทั้งโลกนี้ก็ยังเชื่อว่ามะเร็งตับก็ยังเป็นโรคร้ายที่ฆ่าชีวิตมนุษย์ของเราเป็นอันดับหนึ่งอยู่ดี ถือว่าไม่ธรรมดาที่เดียวกับสถิติที่โรคตับได้ทำกับมนุษย์โลกของเรา

โดยสาเหตุของมะเร็งตับโดยทั้งโลกนั้น มีสาเหตุคล้ายๆกัน ก็คือ

  • อันดับหนึ่งคือ การที่เป็นโรคไวรัสตับอักเสบบี
  • อันดับสองที่จะทำให้คนเป็นโรคตับก็คือการที่คุณดื่มเอลกอฮอล์บ่อยๆ หรือสายเมานั้นและที่จะทำร้ายตับ อย่างเช่นการดื่มเอลกอฮอล์ในช่วงเทศกาลนั้นและเป็นเทศกาลทำร้ายตับอย่างแท้จริง
  • อันดับสามสาเหตุที่จะทำร้ายตับเขาเรียกกันว่าเป็นไวรัสตับอักเสบที่เรียกว่าซี
  • อันดับสี่เป็นสาเหตุที่ตอนนี้กำลังมาแรงเลยก็ว่าได้นั้นคือโรคไขมันตับ ไขมันพอกตับ ไขมันแทรกตับ แล้วแต่คนทั่วไปจะหาคนศัพท์มาเรียกสาเหตุนี้

โดยร่วมๆแล้วนั้นก็คือโรคไขมันตับโดยจริงๆแล้ว เมื่อก่อนนั้นการแพทย์ยังไม่ได้ก้าวหน้าจนถึงทุกวันนี้เราก็บอกกันว่าการที่มีไขมันพอกตับนั้นไม่ได้ทำให้ร่างกายของเรา หรือ ตับของเรามีปัญหา แต่ต่อมานักวิทยาศาสตร์ทางการแพทย์ได้ค้นพบว่า ไขมันพอกตับเป็นเหมือนภัยเงียบที่ทำร้ายตับของคุณได้ไม่แพ้ภัยอื่นๆที่ทำร้ายตับเลย และ เดียวนี้ทางการแพทย์ได้มีวิธีรักษาไวรัสตับอักเสบบี ไวรัสตับเอกซีกันได้แล้ว

โดยในอนาคตนั้น ทั้งสองโรคที่กล่าวมาคาดว่าน่าจะหมดไปไม่ต้องมีคนเป็นโรคนี้อีก แต่ทั้งโรคไขมันตับ และ การที่ดื่มแอลกอฮอล์นั้นยังมาแรงโดนยังไม่มีวิธีรักษาได้อย่างโดรคไวรัสตับอักเสบ ซึ่งตอนนี้ทางรัฐบาลไทยได้ออกโฆษณาในการให้คนไทยได้ตื่นตระหนกกันว่าการที่ดื่มเอลกอฮอล์มากไปนั้นจะทำให้ตับของคุณมีปัญหา หรือ การออกสโลแกนว่า ให้เหล้าเท่ากับแช่ง นั้น ก็ไม่ทำให้อัตราการเสียชีวิตจากโรคตับลดลงเลย