ว่าด้วยเรื่องการนอนไม่หลับ

ว่าด้วยเรื่องการนอนไม่หลับ

อาการนอนไม่หลับ ไม่ใช่เรื่องธรรมดานะคะ เพราะหากมันเรื้อรังก็จะกลายเป็นสิ่งที่น่ากลัว และหากเกิดขึ้นบ่อย ๆ ก็จะทำลายสุขภาพมาก สามารถส่งผลกระทบต่อหน้าที่การทำงานและความสัมพันธ์กับผู้อื่นได้ ปัญหาการนอนไม่หลับในแต่ละคนก็มีความแตกต่างกัน บางคนนอนหลับยาก ใช้เวลานานจึงจะหลับได้ หลับไม่สนิท หลับๆ ตื่นๆ หลับง่าย ตื่นง่าย ชอบตื่นกลางดึกแล้วหลับต่อยาก

ปัญหานอนไม่หลับมีหลายแบบ เกิดขึ้นตามระยะเวลา ทั้งแบบชั่วคราว เป็นๆ หายๆ และแบบเรื้อรัง
ซึ่งปัจจัยที่ส่งผลให้นอนไม่หลับก็มีอยู่มากในชีวิต แค่คุณรับประทานอาหารมื้อเย็นครั้งละมากๆ คุณก็อาจจะรู้สึกแน่นท้อง และอาจส่งผลต่อการนอนหลับได้ ผลกระทบของการนอนไม่หลับ คือทำให้ระดับความดันโลหิต น้ำตาล และไขมัน เปลี่ยนแปลงบ่อยๆ ภูมิต้านทานลดลง สมรรถภาพทางเพศลดลงความต้องการลดลง ผิวพรรณไม่ผ่องใส หมองคล้ำ ดูแก่ก่อนวัย สมาธิความจำแย่ลง ต้องลองปรับพฤติกรรมบางอย่างไม่ว่าจะเป็นการทานอาหารและเครื่องดื่มที่ช่วยส่งเสริมการนอนหลับให้ได้ประสิทธิภาพมากขึ้น แล้วหากยังนอนหลับได้ไม่ดีพอ หรือแก้ปัญหานี้ไม่ได้เลย ควรเข้ามาปรึกษาแพทย์เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงของการนอนไม่หลับ

ใครๆ ก็ชอบทานไข่

ใครๆ ก็ชอบทานไข่ ไข่นั้นมีประโยชน์ต่อสุขภาพมาก และหาซื้อได้ง่าย ทั้งตามร้านขายชำ และร้านสะดวกซื้อหรือห้างสรรพสินค้า เพราะว่าคนไทยนั้นนิยมบริโภคไข่ อีกทั้งอาหารไทยส่วนใหญ่ก็มักจะใช้ไข่เป็นวัตถุดิบ หรือแม้กระทั่งเป็นอาหารข้างเคียงไปกับอาหารจานหลัก เมื่อรู้อย่างนี้แล้ว เราไปลองดูกันหน่อยว่า ไข่ ที่เราทานกันนี้มีประโยชน์อย่างไรบ้าง

1. มีโปรตีนสูง อีกทั้งยังพบว่าในไข่ไก่นั้นมี กรดอะมิโนอยู่ ในปริมาณที่เหมาะสมต่อร่างกาย เมื่อทานแล้วจึงได้ประโยชน์ถึงสองอย่างทำให้ร่ายกายแข็งแรง กล้ามเนื้อมีความยืดหยุ่นสูง ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้แก่ร่างกาย ทำให้ไม่เหนื่อยง่าย

2. ลดความเสี่ยงจากอาการเส้นเลือดในสมองตีบ

3. ไข่ช่วยลดน้ำหนักได้ เพราะไข่ไก่นั้นมีแคลลอรี่ต่ำ ทานแค่ 1 ฟองก็สามารถให้คุณค่าทางอาหารที่ร่างกายต้องการได้ครบ และยังทำให้อิ่มท้องยาวนาน ผู้ที่ลดน้ำหนักส่วนใหญ่จึงนิยมควบคุมอาหารด้วยกันหันมาทานไข่ต้มกัน

4. ในไข่มีซีลีเนียมสูงถึง 25% ซีลีเนียมมีส่วนช่วยป้องกันการอักเสบ ซึ่งส่งผลโดยตรงกับการป้องกันการเกิดโรคหัวใจ และหลอดเลือด

5. ป้องกันอาการตาเสื่อม สารอาหารในไข่อย่างลูทีน และซีแซนทิน จะช่วยยับยั้งการเสื่อมสภาพของจอประสาทตา เหมาะกับวัยทำงาน หรือวัยรุ่นที่มีการจ้องจอโทรศัพท์หรือจอคอมพิวเตอร์ และnotebook นานๆ

6. ไข่แดง มีสารที่ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเต้านม หากทานผัก ผลไม้ ซึ่งมีสารต้านมะเร็งมาก อยแล้ว ก็จะยิ่งช่วยให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

7. ทำให้รู้สึกกระฉับกระเฉงอยู่เสมอ มีพลังงานมากขึ้น เหนื่อยน้อยลง วิตามินบีในไข่ จะทำให้คุณมีพลังงานสำหรับกิจกรรมต่าง ๆ ตลอดทั้งวัน โดยในไข่ขาวอุดมไปด้วยวิตามินบี 2 และบี 3 ในขณะที่ไข่แดงมีทั้ง วิตามินบี 5 วิตามินบี 6 วิตามินบี 12 และโฟเลท

สัญญาณโรคไต อันตรายของโรค

ปัจจุบันนี้คนไทยเป็นโรคไตเรื้อรังกันมากขึ้น จากการศึกษาข้อมูลจากสมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย ซึ่งพบว่าคนไทยกำลังป่วยเป็นโรคไตเรื้อรังมากขึ้น โดยประมาณร้อยละ 17.6 ของประชากร หรือประมาณ 8-10 ล้านราย โดยมีผู้ป่วยที่ต้องได้รับการบำบัดทดแทนไตประมาณ 1,439 รายต่อล้านประชากร และมีแนวโน้มเป็นมากขึ้นทุกปีๆ

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญอายุรกรรมโรคไต จากโรงพยาบาลราชวิถี กล่าวว่า ทำไมโรคไตเรื้อรัง ถึงไม่ใช่โรคที่ไกลตัวอีกต่อไป เพราะโรคไตเรื้อรังสามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุที่สำคัญ ได้แก่ โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคเอสแอลอี (SLE) หรือบางครั้งอาจเกิดจากผลข้างเคียงจากการใช้ยาบางชนิดเป็นประจำ โดยเฉพาะกลุ่มยาแก้ปวด หรือ “ยาเอ็นเสด” ทั้งนี้โรคไตสามารถมีสาเหตุของโรคจากพันธุกรรมได้

เตือนสัญญาณอันตรายของโรคไต

  1. มีอาการบวมรอบดวงตา
  2. ขากดบุ๋มสองข้าง
  3. ปัสสาวะลำบาก
  4. ปัสสาวะแดงเป็นเลือด
  5. มีฟองปัสสาวะบ่อยตอนกลางคืน
  6. ปวดบั้นเอว

อันตรายที่น่ากลัวของโรคไต
ผู้ป่วยโรคไตส่วนใหญ่อาการมักไม่แสดงออกมาให้เห็นหรือให้เรารู้ตัวก่อน กว่าจะทราบป่วยเป็นโรคไตหรือไม่ ก็ต้องอาศัยการคัดกรองโรคไต ซึ่งทำได้ไม่ยาก โดยทำการตรวจวัดความดันโลหิตการตรวจเลือดหาค่าซีรั่มครีเอตินิน หรือค่าอัตราการกรองของไต (eGFR) เพื่อเป็นตัววัดระดับการทำงานของไตและตรวจร่วมกับการตรวจปัสสาวะ ประชาชนทั่วไปจำเป็นที่จะต้องได้รับการตรวจสุขภาพประจำปีทุกปี เพื่อเป็นการคัดกรองโรคไตและเพื่อหาความเสี่ยงอื่นๆ ในการเกิดโรค โดยหากพบว่าเป็นผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงควรจะได้รับการตรวจติดตามการทำงานของไตบ่อยๆ มากขึ้น

ระยะของโรคไต
ผศ.พญ.วรางคณา กล่าวต่อว่า หากการทำงานของไตเริ่มลดลงเสื่อมลง แสดงว่าโรคไตเรื้อรังจะไม่หายขาด แต่ถึงแม้ว่าโรคไตเรื้อรังจะไม่หายขาด ก็สามารถชะลอความเสื่อมของไตได้ เพื่อหลีกเลี่ยงและลดการเข้าสู่ระยะการบำบัดทดแทนไต ผู้ป่วยสามารถสอบถามแพทย์ผู้ดูแลได้ว่า ภาวะไตของเราตอนนี้มีความเสื่อมอยู่ในระดับใดแล้ว

ทั้งนี้ระยะของไตเรื้อรังสามารถแบ่งตามอัตราการกรองของไต ซึ่งมีทั้งหมด 5 ระยะ ผู้ป่วยจึงจำเป็นที่จะต้องได้รับคำแนะนำการรักษาจากอายุรแพทย์โรคไตโดยตรง เมื่อไตของคุณมีการทำงานอยู่ในระดับ 4 หรือ 5 โดยที่ไตเรื้อรังระดับ 5 จะต้องเตรียมความพร้อมที่จะเข้ารับการบำบัดทดแทนไต

วิธีป้องกันโรคไต
การป้องกันการเกิดโรคไตทำได้โดย

  1. ดื่มน้ำสะอาดเป็นประจำ
  2. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
  3. เลือกรับประทานอาหาร โดยเฉพาะลดการบริโภคเค็ม
  4. งดดื่มเหล้า สูบบุหรี่ จะช่วยป้องกันและชะลอการเสื่อมของไตได้

จากการศึกษาพฤติกรรมการบริโภคของคนไทย พบว่าคนไทยบริโภคเค็มมากกว่าปกติกว่า 2 เท่า หรือมากกว่าค่าที่กำหนด หรือมากกว่า 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน คิดเป็นโซเดียม 4,320 มิลลิกรัม เปรียบเทียบเป็นเกลือ 10.8 กรัมต่อวัน ทั้งนี้คำแนะนำก็คือ เราก็ไม่ควรบริโภคเกลือเกิน 5 กรัมต่อวันหรือเทียบเท่ากับ 1 ช้อนชาต่อวัน น้ำปลาหรือซอสปรุงรสไม่เกิน 4 ช้อนชาหรือ 1 ช้อนโต๊ะต่อวัน โดยการลดความเค็มในอาหารสามารถช่วยลดการเกิดโรคไตได้จากการบริโภคโซเดียมเกิน รวมถึงโรคไตเรื้อรัง และโรคภาวะความดันโลหิตสูง

ทั้งนี้เราควรระมัดระวังความเค็มที่มีอยู่ในอาหารทุกประเภท แต่ถ้าเรารับบประทานอาหารกระป๋องหรืออาหารที่ได้รับการแปรรูปมาแล้ว จะสามารถทราบปริมาณโซเดียมในอาหารได้จากข้อมูลฉลากข้างผลิตภัณฑ์

กล่องโฟม ก่อให้เกิดมะเร็งจริงหรอ

กล่องโฟม เสี่ยงมะเร็ง?
นพ.ดนัย ธีวันดา รองอธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า กล่องโฟมบรรจุอาหารเชื่อมโยงกับมะเร็งโดยตรงนั้น อันที่จริงยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ขนาดนั้น สิ่งที่สำคัญคือว่า โฟมที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันมีสารสไตรีน ซึ่งจะออกมาปนเปื้อนกันอาหารเมื่อถูกความร้อนหรือความมัน ในเกณฑ์มาตรฐานสัก 1,000 มิลลิกรัม อาจจะละลายปนเปื้อนออกมาสัก 300-400 มิลลิกรัม ซึ่งถ้าประชาชนกินอาหารที่มีสารสไตรีนปนเปื้อนอยู่เรื่อยๆ สารตัวนี้จะเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ก่อให้เกิดโรคมะเร็ง ผู้บริโภคต้องระมัดระวัง แม้จะเป็นปริมาณไม่เยอะ แต่ด้วยปริมาณ ความถี่ และระยะเวลาที่สะสม ก็อาจจะก่อให้เกิดความเสี่ยงได้

สารสไตรีนอาจจะก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อร่างกายได้หากสัมผัสสารที่มีความเข้มข้นสูง การบริโภคอาจจะไม่ส่งผลเท่าใด แต่ผู้ที่ต้องผลิตกล่องโฟมหรือผู้ที่ต้องทำลายกล่องโฟมนั้นจะได้รับผลกระทบต่อสุขภาพโดยตรง

เลือกใช้กล่องโฟมอย่างไรให้ปลอดภัย?
ในปัจจุบัน กระทรวงสาธารณสุขให้ความสำคัญกับกล่องโฟมในท้องตลาด จึงมีการตรวจมาตรฐานผลิตภัณฑ์กล่องโฟมอยู่เสมอ และสารสไตรีนก็ปลอดภัยต่อการใส่อาหารได้ในระดับที่ไม่น่าเป็นห่วง ดังนั้นผู้บริโภคอย่างเราๆ จึงสามารถใช้กล่องโฟม (ที่มีมาตรฐานการผลิตที่ดี) ได้อย่างปลอดภัย

อย่างไรก็ตาม กล่องโฟมยังนับว่าเป็นขยะที่ย่อยสลายได้ยาก วิธีกำจัดก็ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเช่นเดียวกัน ดังนั้นจะเป็นการดีที่เราลดการใช้กล่องโฟมมาเป็นกล่องกระดาษ หรือใส่กล่องอาหารของตัวเอง เช่นเดียวกันกับการรณรงค์ให้ใช้แก้วของตัวเองใส่เครื่องดื่ม หรือการใช้ถุงผ้าแทนถุงพลาสติก

กรดไหลย้อนหรือไส้เลื่อนกระบังลม Check ให้ชัด!

เมื่อมีอาการแสบร้อนที่หน้าอกหลายคนมักคิดถึงอาการของโรคกรดไหลย้อน ทั้งที่ความจริงแล้วยังมีอีกโรคหนึ่งที่มีอาการใกล้เคียงกัน แต่หลายคนอาจมองข้ามไป นั่นก็คือ ไส้เลื่อนกระบังลม โดยเฉพาะคนที่มีปัญญาโรคอ้วน จะพบไส้เลื่อนมากกว่าคนปกติถึง 2 เท่าและการที่อายุที่มากขึ้น ยิ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงอีกอย่างหนึ่งที่ทำให้อาการรุนแรงมากขึ้น หากไม่รีบรักษาอาจทำให้ไส้เลื่อนขาดเลือดและอันตรายถึงชีวิตได้ ดังนั้นเมื่อมีอาการดังกล่าว การพบแพทย์โดยเร็วที่สุดเพื่อตรวจวินิจฉัยจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้รับมือกับไส้เลื่อนกระบังลมได้ทันท่วงที

รู้จักไส้เลื่อนกระบังลม
กระบังลมเป็นอวัยวะที่กั้นอวัยวะภายในช่องอกและช่องท้องออกจากกัน ซึ่งโดยปกติจะมีรูเล็ก ๆ ให้หลอดอาหารลอดผ่านจากทรวงอกลงสู่กระเพาะในช่องท้องเพื่อย่อยอาหาร นอกจากนี้กระบังลมยังมีหน้าที่ป้องกันไม่ให้กรดจากกระเพาะอาหารไหลย้อนขึ้นมาบริเวณหลอดอาหารที่อยู่บริเวณทรวงอกได้ การเกิดไส้เลื่อนกระบังลม (Diaphragmatic Hernia) เป็นภาวะที่รูดังกล่าวมีขนาดใหญ่ขึ้น มีผลทำให้อวัยวะในช่องท้องอย่างกระเพาะอาหารส่วนบนสามารถเลื่อนขึ้นมาอยู่บริเวณทรวงอกผ่านทางรูของกระบังลม เมื่อเป็นไส้เลื่อนกระบังลมจึงส่งผลให้มีอาการแสบร้อนกลางอกจากกรดไหลย้อน และอาจร้ายแรงถึงขั้นอวัยวะที่เข้าไปในทรวงอกเกิดขาดเลือด อุดตัน และมีเน่าแตกทะลุได้

ปัจจัยเสี่ยงไส้เลื่อนกระบังลม
สาเหตุของไส้เลื่อนกระบังลมนั้นไม่ปรากฏชัดเจน แต่ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดไส้เลื่อนกระบังลม ได้แก่ ภาวะที่มีการเพิ่มความดันในช่องท้องมากขึ้นหรือภาวะที่หูรูดอ่อนแอลง ได้แก่

  • บาดเจ็บบริเวณกระบังลม
  • ภาวะตั้งครรภ์
  • อ้วน น้ำหนักเกินเกณฑ์
  • ไอเรื้อรัง
  • การเบ่งขณะขับถ่าย
  • อายุเกิน 50 ปี เนื่องจากความเสื่อมตามวัย

อาการไส้เลื่อนกระบังลม
อาการไส้เลื่อนกระบังลมระยะแรก อาจจะไม่แสดงอาการ มักตรวจพบจากการตรวจสุขภาพ หากไม่แสดงอาการที่ส่งผลกระทบกับร่างกาย อาจไม่ต้องทำการรักษา แต่ควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างใกล้ชิด ผู้ป่วยบางส่วนจะมาพบแพทย์ด้วยอาการของกรดไหลย้อน โดยอาการที่พบบ่อย คือ แสบร้อนที่หน้าอก อาการจะรุนแรงเมื่อนอน ก้มตัว หรืองอตัว, เรอกินเปรี้ยวในลำคอ สะอึกบ่อยหลังทานอาหาร เจ็บคอ บางครั้งอาจจะมาด้วยอาการที่ใกล้เคียงกับโรคอื่นได้ เช่น อาการหอบหืด ไอเรื้อรัง กลืนลำบาก เจ็บหน้าอก ซึ่งจำเป็นต้องตรวจอย่างละเอียดโดยแพทย์เฉพาะทางเพื่อการวินิจฉัยแยกโรคได้อย่างถูกต้อง

ตรวจเช็กไส้เลื่อนกระบังลม
การตรวจวินิจฉัยโรคไส้เลื่อนกระบังลม ผู้ป่วยมักมีประวัติอาการคล้ายกรดไหลย้อนและตรวจพบส่วนใหญ่ได้จากการตรวจเพิ่มเติม เช่น การส่องกล้องทางเดินอาหาร (Endoscopy), การกลืนแป้งและ X – ray (Upper GI Study) เพื่อดูตำแหน่งและการทำงานของหลอดอาหาร หรือการทำเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Abdominal Scan), การดูจังหวะการหดรัดตัวกล้ามเนื้อหูรูดหลอดอาหารและเพื่อหาตำแหน่ง (Esophageal Manometry)

รักษาไส้เลื่อนกระบังลม
การรักษาไส้เลื่อนกระบังลมในระยะแรกที่อาการไส้เลื่อนเป็นไม่มาก อาจรักษาด้วยการทานยาและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมร่วมกับการติดตามอาการจากแพทย์เฉพาะทางอย่างใกล้ชิด ได้แก่

1. การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เช่น

1.1 การรับประทานอาหาร
ทานอาหารมื้อละน้อย ๆ แต่บ่อย ๆ และเคี้ยวให้ละเอียดก่อนกลืน
หลีกเลี่ยงการทานอาหารแล้วนอนทันที ควรรอประมาณ 2 – 3 ชั่วโมงก่อนเข้านอน
หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ คาเฟอีน บุหรี่ หมากฝรั่ง
หลีกเลี่ยงอาหารไขมันสูง, ของทอด, รสเผ็ด, รสเปรี้ยว อาหารที่ทำให้เกิดกรดไหลย้อนได้ง่าย เช่น เนื้อสัตว์ชิ้นใหญ่ ๆ, ถั่ว, ช็อกโกแลต เป็นต้น

1.2 ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม

1.3 พฤติกรรมการนอน

  • ทานอาหารเสร็จทิ้งระยะเวลาประมาณ 2 – 3 ชั่วโมงก่อนเข้านอน
  • นอนยกหัวไหล่สูงหรือนอนตะแคงซ้าย

2. การรับประทานยา ได้แก่ ยาลดกรด, ยาลดการสร้างกรด, ยากระตุ้นการทำงานของกระเพาะอาหารและหูรูดหลอดอาหาร เป็นต้น

3. การผ่าตัดไส้เลื่อนกระบังลม ในกรณีที่การรักษาเบื้องต้นดังกล่าวไม่ดีขึ้นหรือเกิดอาการแทรกซ้อนรุนแรงและไม่สามารถควบคุมได้ จำเป็นต้องผ่าตัดรักษา ในอดีตแพทย์จะทำการผ่าตัดแบบเปิดหน้าท้องเพื่อเข้าไปเย็บซ่อมรูบริเวณกระบังลมให้แคบลง ซึ่งวิธีนี้ผู้ป่วยจะมีแผลยาวกลางหน้าท้องขนาดใหญ่และเจ็บแผลหลังผ่าตัดได้ แต่ด้วยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและความสามรถของแพทย์เฉพาะทางที่มากขึ้น ทำให้การผ่าตัดผ่านกล้องแผลเล็ก (Minimally Invasive Surgery : MIS) เข้ามามีบทบาทในการผ่าตัดผู้ป่วย โดยแพทย์จะทำการเจาะรูขนาดเล็กบริเวณผนังหน้าท้อง และในรายที่รูไส้เลื่อนมีขนาดใหญ่ แพทย์จะใช้ตาข่ายชนิดพิเศษเพื่อเสริมความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อที่ทำให้ไส้เลื่อนเคลื่อนที่ออกมาอีกด้วย ซึ่งช่วยลดอัตราการกลับมาเป็นไส้เลื่อนซ้ำได้ ด้วยการผ่าตัดวิธีนี้รอยแผลหลังผ่าตัดจะมีขนาดเล็ก 5 – 10 มิลลิเมตร ทำให้ผู้ป่วยเจ็บปวดน้อยลงและสามารถฟื้นตัวได้เร็วขึ้น

ผ่าตัดผ่านกล้องรักษาไส้เลื่อนกระบังลม
การผ่าตัดไส้เลื่อนผ่านกล้องส่องผนังหน้าท้องจำเป็นจะต้องใช้ทีมศัลยแพทย์ที่มีความชำนาญด้านการผ่าตัดผ่านกล้องมากกว่าการผ่าตัดไส้เลื่อนบริเวณอื่น ๆ เช่น บริเวณขาหนีบหรือหน้าท้อง เนื่องจากบริเวณนี้อยู่ใกล้กับอวัยวะสำคัญ ได้แก่ เส้นเลือดใหญ่และเส้นประสาทขนาดเล็กจำนวนมาก แต่ด้วยเทคโนโลยีปัจจุบันซึ่งใช้กล้องความชัดระดับเทคโนโลยี 4K Ultra High Definition ช่วยให้ศัลยแพทย์มองเห็นอวัยวะต่าง ๆ ภายในช่องท้อง เส้นเลือด และเส้นประสาทขณะเลาะพังผืดได้ชัดเจน ทำให้การผ่าตัดแก้ไขมีความถูกต้องชัดเจนยิ่งขึ้น ลดภาวะแทรกซ้อนหลังผ่าตัด แผลผ่าตัดมีขนาดเล็ก เจ็บน้อย เสียเลือดน้อย ผู้ป่วยกลับมาทำกิจวัตรประจำวันได้เร็ว

เพราะไส้เลื่อนกระบังลมเป็นโรคที่ไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด แต่หากเป็นโรคนี้อาจส่งผลกระทบกับหลอดอาหารจากภาวะกรดไหลย้อน ไม่ว่าจะเป็นแผลที่หลอดอาหาร หลอดอาหารตีบแคบ หลอดอาหารอักเสบเรื้อรัง และอาจร้ายแรงถึงขั้นมะเร็งหลอดอาหารได้ การสังเกตอาการกรดไหลย้อนที่เกิดขึ้น รวมทั้งอาการผิดปกติต่าง ๆ แล้วรีบพบแพทย์ผู้ชำนาญการทันทีจะช่วยให้ตรวจเช็กสุขภาพทันเวลา ทำการรักษาได้โดยเร็ว กลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดีอีกครั้ง

วันนี้เรามีเคล็ดลับดูแลตับให้แข็งแรงมาฝาก

วันนี้เรามี เคล็ดลับดูแลตับให้แข็งแรง มาฝาก

สำหรับเมืองไทยของเรามะเร็งตับเกิดขึ้นกับผู้ชายจะเป็นอันดับหนึ่ง และ นอกจากนั้นทั้งโลกนี้ก็ยังเชื่อว่ามะเร็งตับก็ยังเป็นโรคร้ายที่ฆ่าชีวิตมนุษย์ของเราเป็นอันดับหนึ่งอยู่ดี ถือว่าไม่ธรรมดาที่เดียวกับสถิติที่โรคตับได้ทำกับมนุษย์โลกของเรา

โดยสาเหตุของมะเร็งตับโดยทั้งโลกนั้น มีสาเหตุคล้ายๆกัน ก็คือ

  • อันดับหนึ่งคือ การที่เป็นโรคไวรัสตับอักเสบบี
  • อันดับสองที่จะทำให้คนเป็นโรคตับก็คือการที่คุณดื่มเอลกอฮอล์บ่อยๆ หรือสายเมานั้นและที่จะทำร้ายตับ อย่างเช่นการดื่มเอลกอฮอล์ในช่วงเทศกาลนั้นและเป็นเทศกาลทำร้ายตับอย่างแท้จริง
  • อันดับสามสาเหตุที่จะทำร้ายตับเขาเรียกกันว่าเป็นไวรัสตับอักเสบที่เรียกว่าซี
  • อันดับสี่เป็นสาเหตุที่ตอนนี้กำลังมาแรงเลยก็ว่าได้นั้นคือโรคไขมันตับ ไขมันพอกตับ ไขมันแทรกตับ แล้วแต่คนทั่วไปจะหาคนศัพท์มาเรียกสาเหตุนี้

โดยร่วมๆแล้วนั้นก็คือโรคไขมันตับโดยจริงๆแล้ว เมื่อก่อนนั้นการแพทย์ยังไม่ได้ก้าวหน้าจนถึงทุกวันนี้เราก็บอกกันว่าการที่มีไขมันพอกตับนั้นไม่ได้ทำให้ร่างกายของเรา หรือ ตับของเรามีปัญหา แต่ต่อมานักวิทยาศาสตร์ทางการแพทย์ได้ค้นพบว่า ไขมันพอกตับเป็นเหมือนภัยเงียบที่ทำร้ายตับของคุณได้ไม่แพ้ภัยอื่นๆที่ทำร้ายตับเลย และ เดียวนี้ทางการแพทย์ได้มีวิธีรักษาไวรัสตับอักเสบบี ไวรัสตับเอกซีกันได้แล้ว

โดยในอนาคตนั้น ทั้งสองโรคที่กล่าวมาคาดว่าน่าจะหมดไปไม่ต้องมีคนเป็นโรคนี้อีก แต่ทั้งโรคไขมันตับ และ การที่ดื่มแอลกอฮอล์นั้นยังมาแรงโดนยังไม่มีวิธีรักษาได้อย่างโดรคไวรัสตับอักเสบ ซึ่งตอนนี้ทางรัฐบาลไทยได้ออกโฆษณาในการให้คนไทยได้ตื่นตระหนกกันว่าการที่ดื่มเอลกอฮอล์มากไปนั้นจะทำให้ตับของคุณมีปัญหา หรือ การออกสโลแกนว่า ให้เหล้าเท่ากับแช่ง นั้น ก็ไม่ทำให้อัตราการเสียชีวิตจากโรคตับลดลงเลย

ภาวะไตวายอันตรายถึงขีดสุด

อาการและอันตรายจากภาวะไตวาย

ไตของมนุษย์มีความสามารถในการชดเชยที่แข็งแกร่งและก่อนที่ 80% ของเนื้อเยื่อไตได้รับความเสียหาย (หรือก่อนที่อัตราการกรองของไตลดลงถึง 25 มล. / นาที) จะไม่มีอาการหรืออาการน้อย ผู้ป่วยบางรายที่เป็นโรคไต polycystic จะไม่มีอาการแม้ว่าอัตราการกรองของไตจะน้อยกว่า 10 มล. / นาที นี่คือเนื่องจากการปรับตัวที่แข็งแกร่งของเนื้อเยื่อไตที่เหลืออยู่ซึ่งแทบจะไม่สามารถรักษาการทำงานของไต ภาวะไตวายเรื้อรังสามารถทำให้เกิดความเสียหายต่อระบบต่าง ๆ ของร่างกายมนุษย์

1. ความผิดปกติของระบบย่อยอาหารเป็นอาการที่เกิดขึ้นเร็วและบ่อยที่สุด อาการที่พบบ่อยมีดังนี้:

(1) อาการเบื่ออาหาร (การแข็งค่าของความอยากอาหารมักจะเกิดขึ้นก่อนหน้านี้)

(2) คลื่นไส้อาเจียนและท้องอืด

(3) แผลที่ปากและลิ้น

(4) ปากมีกลิ่นปัสสาวะ

(5) มีเลือดออกทางเดินอาหารส่วนบน

2. ระบบเลือดผิดปกติและอาการทางคลินิกคือ

(1) โรคโลหิตจาง (อาการที่ต้องมีอยู่ในผู้ป่วยที่มีเลือด)

(2) แนวโน้มเลือดออกสามารถแสดงเป็นผิวหนังเลือดออกเยื่อเมือก

(3) ความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ

3. ความเสียหายของหัวใจและหลอดเลือดเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตที่พบบ่อยที่สุดในภาวะไตวายเรื้อรัง ในทางการแพทย์มันสามารถแสดงเป็น:

(1) ความดันโลหิตสูงผู้ป่วยส่วนใหญ่ (มากกว่า 80%) มีระดับความดันโลหิตสูงที่แตกต่างกันซึ่งอาจทำให้เกิดภาวะหลอดเลือดตีบซ้ายกระเป๋าหน้าท้องยั่วยวนและหัวใจล้มเหลว

(2) ภาวะหัวใจล้มเหลวมักจะปรากฏใน cardiomyopathy

(3) เยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ

(4) ความก้าวหน้าของหลอดเลือดและกลายเป็นปูนหลอดเลือดสามารถเป็นไปอย่างรวดเร็วและการฟอกเลือดเป็นที่ชัดเจนมากขึ้น

4. ความเสียหายของระบบประสาทและกล้ามเนื้ออาการของผู้ป่วยคือ:

(1) ความเมื่อยล้าในช่วงต้น, นอนไม่หลับ, ไม่ตั้งใจ, ฯลฯ

(2) ปลายประสาทอักเสบเกิดขึ้นในช่วงปลาย

(3) กลุ่มอาการของโรคไตไม่สมดุลที่เกี่ยวข้องกับการฟอกไตมักจะเกิดขึ้นในผู้ป่วยที่มีการล้างไตหลักแสดงอาการคลื่นไส้อาเจียนปวดศีรษะกรณีที่รุนแรงของการชัก

5. osteopathy ไตผู้ป่วยอาจปรากฏขึ้น:

(1) อาจทำให้เกิดการแตกหักที่เกิดขึ้นเอง

(2) ความรุนแรงของกระดูกความไม่สะดวกในการเดิน ฯลฯ

6. ความเสียหายทางเดินหายใจผู้ป่วยอาจปรากฏขึ้น:

(1) การหายใจดิสก์นั้นลึกและนาน

(2) หลอดลมอักเสบยูเรียมิคปอดบวม (ปีกผีเสื้อ) เยื่อหุ้มปอดอักเสบ ฯลฯ

7. ความเสียหายผิวผู้ป่วยอาจปรากฏขึ้น:

อาการคันของผิวหนังการสะสมของครีมยูเรียยูเรียและการล้างไตไม่สามารถปรับปรุงได้

8. ความผิดปกติของต่อมไร้ท่อ

มันเป็นลักษณะการเจริญเติบโตของอวัยวะสืบพันธุ์หรือฝ่อ, ความใคร่ต่ำ, amenorrhea, ภาวะมีบุตรยาก, ความอ่อนแอและอื่น ๆ

9. การติดเชื้อที่ร้ายแรงพร้อมกัน

ผู้ป่วยมีแนวโน้มที่จะติดเชื้อและพบได้บ่อยในการติดเชื้อในปอด ไข้ในระหว่างการติดเชื้อสามารถเห็นได้ชัดโดยไม่ต้องคนปกติ

แค่กินลูกชิ้นก็เสี่ยงโรคได้

อาหารยามว่างของชาวออฟฟิศหลายๆ คน (รวมถึงออฟฟิศของ Sanook! เองด้วย) หนีไม่พ้น “ลูกชิ้นทอด” ที่ทั้งอร่อย ทั้งอิ่ม กินกันเพลินจนหยุดไม่อยู่ แต่นอกจากแป้ง และน้ำจิ้มที่เป็นอาหารให้พลังงานสูง เสี่ยงต่อน้ำหนักที่อาจพุ่งขึ้นอย่างไม่รู้ตัวแล้ว ลูกชิ้นที่ไม่ได้มาตรฐานอาจส่งผลอันตรายต่อผู้บริโภคอย่างเราๆ ได้เช่นกัน

อันตรายจากลูกชิ้น
ดร.วนะพร ทองโฉม นักวิชาการโภชนาการ ฝ่ายโภชนาการ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุว่า ลูกชิ้นเป็นผลิตภัณฑ์แปลรูปจากเนื้อสัตว์ แม้ว่าลูกชิ้นจะมีหลายแบบ หลายขนาด และมีส่วนผสมหลักที่แตกต่างกันไป เช่น ลูกชิ้นปลา ลูกชิ้นหมู ลูกชิ้นเนื้อ เป็นต้น แต่สิ่งหนึ่งที่มักพบเจอในลูกชิ้นทุกแบบ คือ

  • สารบอแรกซ์ หรือน้ำประสานทอง แม้ว่าจะมีกฎหมายไม่ให้ใส่ในอาหาร แต่ก็ยังมีผู้ผลิตที่มักแอบใส่เพื่อให้ลูกชิ้นมีความเหนียวนุ่ม เด้งหนึบหนับ และไม่เน่าเสียง่าย

 

  • สารกันบูด เช่น กรดเบนโซอิก ผู้ผลิตอาจใส่เพิ่มลงไปในลูกชิ้น เพื่อไม่ให้ลูกชิ้นเสียง่าย เก็บได้นาน เนื่องจากเวลาทำขายมักทำเป็นปริมาณมากต่อครั้ง อาจไม่ได้ทำสดใหม่วันต่อวัน หากใส่ในปริมาณมากอาจส่งผลต่อการทำงานของระบบทางเดินอาหาร รวมทั้งเสี่ยงต่ออาการแพ้ได้

 

  • โซเดียม ในลูกชิ้น 5 ลูก (ลูกขนาดกลาง 1 ไม้) มีโปรตีนราว 7 กรัม ไขมันราว 5 กรัม แต่เมื่อลูกชิ้นเป็นเนื้อสัตว์แปรรูป จึงมีโซเดียมมากกว่าเนื้อสัตว์ปกติถึง 10 เท่า หรือ ราว 350 มิลลิกรัม

 

  • สีผสมอาหาร หากเป็นลูกชิ้นสีเข้มๆ ที่มีการใส่สีผสมอาหารมากเกินไป ส่งผลต่อการทำงานของตับ และไต ที่ต้องทำงานอย่างหนักเพื่อพยายามขับสารเคมีที่เกินความต้องการของร่างกายออก

อาการที่พบหากได้รับสารบอแรกซ์มากเกินไป

  • อ่อนเพลีย
  • เบื่ออาหาร
  • น้ำหนักลด
  • ตับ และไตอักเสบ
  • คลื่นไส้ อาเจียน
  • ปวดท้อง
  • อุจจาระร่วง อุจจาระเป็นเลือด
  • ชัก
  • หมดสติ

สำหรับประเทศไทย กระทรวงสาธารณสุขมีการตรวจเช็กคุณภาพของลูกชิ้นตามตลาดต่างๆ อยู่เรื่อยๆ และยังไม่พบลูกชิ้นที่มีค่าจากสารปนเปื้อนเกินมาตรฐานแต่อย่างใด แต่ก็ยังมีอันตรายอื่นๆ เช่น โซเดียมในลูกชิ้นที่มีปริมาณสูงมาก ทำให้ไต และหัวใจทำงานหนักได้

วิธีเลือกซื้อ-รับประทานลูกชิ้นปราศจากสารบอแรกซ์

  1. ซื้อลูกชิ้นที่ทราบผู้ผลิต หรือแหล่งผลิต ที่บรรจุภัณฑ์มีรหัส อย.
  2. หลีกเลี่ยงการบริโภคลูกชิ้นสีสันเข้มสดใสมากเกินไป
  3. รักษาระดับในการรับประทานโซเดียมในแต่ละคน อย่าให้สูงเกินไป
  4. ไม่ซื้อลูกชิ้นที่ใช้น้ำมันซ้ำในการทอด ลูกชิ้นที่ปิ้ง ย่างจนไหม้เกรียมมากเกินไป เพราะอาจมีสารก่อมะเร็ง
  5. ลดการบริโภคลูกชิ้นลง ไม่บริโภคเป็นประจำทุกวัน หรือในปริมาณมาก เพราะอาจเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็งกระเพาะอาหารได้
  6. รับประทานลูกชิ้นร่วมกับผัก หรือผลไม้ เพื่อให้ได้คุณค่าทางสารอาหารที่ครบถ้วนในมื้อนั้นๆ

ดูแลสุขภาพง่ายๆ กับ 5 วิธี

สุขภาพที่ดีใคร ๆ ก็อยากมี แต่วิถีการใช้ชีวิตในปัจจุบันมีสิ่งยั่วยุต่าง ๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นอาหารการกิน การเสพสื่อโซเชียล ไม่ค่อยมีเวลาออกกำลังกาย สิ่งเหล่านี้ล้วนแต่เป็นต้นเหตุที่ทำให้สุขภาพของเราทรุดโทรมทั้งนั้น ดังนั้นผมจึงมีวิธีสร้างสุขภาพดีง่าย ๆ ที่อยากบอกต่อ ซึ่งหากคุณสาว ๆ ได้ทำตามล่ะก็ รับรองเลยว่า สุขภาพจะดีขึ้นแน่นอน

1. การเลือกรับประทานอาหาร
ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า อาหารเป็นปัจจัยหนึ่งที่สำคัญต่อร่างกาย การจะเกิดผลดีหรือผลเสียนั้น ขึ้นอยู่กับการเลือกรับประทานอาหารให้เหมาะสม เพราะร่างกายจะนำไปพัฒนาและซ่อมแซมในส่วนต่าง ๆ ควรลดอาหารที่มีแคลอรีสูง ของทอด ปิ้ง-ย่าง หรืออาหารที่มีไขมันเยอะ เพราะหากร่างกายเผาผลาญไม่หมดก็จะกลายเป็นไขมันสะสมในร่างกายในที่สุด ทางที่ดีควรรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ในปริมาณที่เหมาะสม เลือกรับประทานแต่อาหารที่มีประโยชน์

2. บริหารสมอง
การบริหารสมองก็เป็นอีกวิธีที่จะช่วยเสริมสร้างสุขภาพที่ดีได้ ลองหาเกมฝึกสมองมาเล่น เช่น เกมอักษรไขว้ เกมจำตำแหน่งภาพ เกมจับผิด เกมซูโดกุ หรือเกมหมากรุกจีน เป็นต้น ควรหันมารับประทานผลไม้พวก ส้ม องุ่น เบอร์รี่ให้มากขึ้นด้วย เพราะผลไม้จำพวกนี้มีสารช่วยต้านอนุมูลอิสระ ลดอาการหลง ๆ ลืม ๆ ได้ หรือการหัวเราะก็ช่วยให้เลือดไหลเวียนดียิ่งขึ้น เพราะร่างกายจะหลั่งสารเคมีในระบบประสาทที่ทำให้ผ่อนคลาย ซึ่งจะส่งผลดีทั้งร่างกาย จิตใจ อีกทั้งคนรอบข้างก็จะมีความสุขตามไปด้วย

3. พักสายตาจากการเสพสื่อโซเชียล
ทุกวันนี้ไม่ว่าจะหันไปทางไหนหรือทำอะไรก็ต้องถ่ายรูป แชร์ข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ ไม่ให้พลาดเหตุการณ์สำคัญ ๆ ซึ่งถ้าใช้ในปริมาณที่เหมาะสมก็จะให้ผลดีแก่เรา แต่ถ้าใช้มากเกินไปนอกจากจะทำให้เป็นคนติดโซเชียลแล้ว ยังอาจทำให้กล้ามเนื้อดวงตาเมื่อยล้า หรือตาแห้งเพราะต้องคอยจ้องอยู่ที่หน้าจอเป็นเวลานาน อาจทำให้เกิดอาการเบลอ สายตาพร่ามัว หรือสายตาสั้นได้ ทางที่ดีควรพักสายตา และบริหารดวงตาของเราด้วย เช่น กระพริบตา กลอกตาไปมาเพื่อป้องกันตาแห้ง หรือมองไปยังวัตถุที่อยู่ไกล ก็จะช่วยให้ผ่อนคลายดวงตาลงได้ และถ้าลดโซเชียลลงบ้าง ก็จะทำให้ไม่ต้องเครียดจากการเสพข่าว สุขภาพจิตดีขึ้น

4. ออกกำลังกาย
การออกกำลังกายนอกจากจะได้สุขภาพที่ดี เพราะอวัยวะภายในร่างกายจะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้ว ยังทำให้เรามีภูมิต้านทานห่างไกลโรคภัยต่าง ๆ สุขภาพจิตก็ดีตามไปด้วย ควรออกกำลังกายอย่างน้อยวันละ 30 นาทีหลังเลิกงาน ลองเดินออกกำลังกายที่สวนสาธารณะใกล้บ้านก็ได้ หรือจะวิ่ง จะแอโรบิค ก็ล้วนแต่ทำให้ร่างกายมีสุขภาพที่ดีทั้งนั้น แต่หากใครไม่มีเวลาออกกำลังกายจริง ๆ งานบ้านก็อาจจะช่วยได้เหมือนกัน เช่น ทำสวน กวาดบ้าน ถูบ้าน ล้างรถ ก็ถือเป็นการออกกำลังกายไปในตัว ทั้งยังทำให้บ้านสะอาดเป็นระเบียบเรียบร้อยอีกด้วย

5. พักผ่อนให้เพียงพอ
เมื่อทำกิจวัตรต่าง ๆ ในแต่ละวันเสร็จเรียบร้อยแล้ว การพักผ่อนที่ดีที่สุด คือ การนอน เพราะร่างกายจะได้ซ่อมแซมฟื้นฟูได้อย่างเต็มที่ ควรนอนให้ครบ 8 ชั่วโมงและนอนให้เป็นเวลา เพราะหากนอนดึกเกินไป ร่างกายอาจเหนื่อยล้าได้ อีกทั้งยังมีผลเสียตามมา เช่น มีริ้วรอย เสี่ยงต่อโรคภัยต่าง ๆ ทางที่ดีควรพักผ่อนให้เพียงพอ เมื่อตื่นขึ้นมารับวันใหม่ ร่างกายจะได้สดชื่นและตื่นตัวตลอดทั้งวัน สุขภาพร่างกายก็จะดีตามไปด้วย

เห็นไหม แค่วิธีง่าย ๆ แค่นี้ก็ทำให้คุณมีสุขภาพที่ดีขึ้นได้แล้ว อาจจะต้องใช้ความพยายามสักหน่อย อาจรู้สึกฝืนตัวเองสักนิดในช่วงแรก แต่รับรองได้เลยว่า ความพยายามไม่ศูนย์เปล่าแน่นอน ถือเป็นกำไรเสียด้วยซ้ำ!