อาการหูตึง หูดับ เรื่องใกล้ตัวที่ไม่ควรมองข้าม

เวลาที่เราได้ยินคำว่าหูตึง มักจะคิดว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย และเป็นเฉพาะคนแก่เท่านั้น แต่ความจริงแล้วมีคนอายุน้อยกว่าเกณฑ์หลายคน ที่กำลังเจอกับปัญหาทางการได้ยิน เนื่องด้วยเหตุผลของสภาพแวดล้อมที่ทำงาน หรือการติดเชื้อจนลุกลาม

และอาการหูตึงไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะส่งผลให้คนที่ป่วยมีความเครียดสะสม และใช้ชีวิตในสังคมได้ลำบากมากขึ้น จึงจำเป็นอย่างมากที่จะต้องให้ความรู้ ความเข้าใจกับคนทั่วไปเพื่อป้องกันไม่ให้เจ็บป่วยจากโรคนี้ก่อนวัยอันควร 

ก่อนที่จะไปรู้จัก เครื่องช่วยฟัง เราทำความรู้จักกับกระบวนการได้ยินของหูเราก่อน

1.คลื่นเสียงจะเคลื่อนผ่านเข้าทางช่องหู และเข้าไปกระทบเยื่อแก้วหู

2.เยื่อแก้วหูและกระดูกหูทั้ง 3 ชิ้น (ค้อน ทั่ง โกลน) ที่อยู่ภายในหูชั้นกลางจะสั่นสะเทือนตามคลื่นเสียง

3.การสั่นสะเทือนของคลื่นเสียงจะถูกส่งผ่านเข้าไปตามของเหลวที่อยู่ในอวัยวะรูปเกลียว (ก้นหอย) เรียกว่ากระดูกก้นหอย (Cochlea) และจะทำให้ขนที่มีขนาดเล็ก (hair cell) ที่อยู่ในกระดูกก้นหอยเคลื่อนไหวและเปลี่ยนไปเป็นสัญญาณส่งไปยังเส้นประสาทการได้ยิน

4.เส้นประสาทการได้ยิน จะส่งสัญญาณที่เป็นคลื่นไฟฟ้า (Electronic impulses) ต่อไปยังสมองเพื่อแปลความหมายของเสียง

แพทย์แนะนำว่าการรักษาสุขภาพการได้ยินหรือการรับฟังให้แข็งแรง ปกป้องตัวเองจากเสียงดังรบกวน งดสูดบุหรี่จะช่วยลดการสูญเสียการได้ยินได้เมื่อเข้าสู่วัยเกษียณ ขณะเดียวกันก็มีงานวิจัยที่ระบุว่า 1 ใน 3 ของจำนวนผู้ป่วยภาวะสมองเสื่อมสามารถป้องกันได้ถ้าหากเรารู้จักดูแลตัวเองซึ่งรวมถึงดูแลเรื่องการได้ยินตั้งแต่ยังอยู่ในช่วงอายุ 40-65 ปี

การสูญเสียการได้ยินนั้นนอกจากจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงกับการดำรงชีวิตแล้ว ยังมีรายงานทางการแพทย์ล่าสุดที่ออกมาระบุว่า ผู้ที่สูญเสียการได้ยินมีโอกาสเป็นโรคสมองเสื่อมมากกว่าผู้ที่ได้ยินเป็นปกติ

สาเหตุที่ทำให้เกิดอาการหูตึง หรือหูดับ เกิดได้จากพันธุกรรมและสภาพแวดล้อมภายนอก หากมีอาการผิดปกติให้รีบเข้าพบแพทย์ เพื่อรับการตรวจรักษาอย่างถูกต้อง และเมื่อแพทย์แนะนำให้ใช้เครื่องช่วยฟัง ควรศึกษาข้อมูลและเลือกร้านที่มีความน่าเชื่อถือ ไม่จำเป็นต้องซื้อที่โรงพยาบาลเสมอไป หากว่ากำลังเงินไม่ไหวให้หาซื้อจากข้างนอกได้ แต่ต้องเลือกร้านที่มีเจ้าหน้าที่ให้คำแนะนำ และมีประกันเครื่องเพื่อเวลาที่เครื่องเสียจะได้ส่งซ่อมได้ 

นอกจากนี้แล้วเครื่องมือที่ทันสมัยที่สุด ก็ยังไม่สามารถช่วยให้ผู้ป่วยมีความสุขได้ เท่ากับการดูแลด้วยความรัก ความเอาใจใส่จากคนในครอบครัว อย่าลืมว่านอกจากสุขภาพกายแล้ว สุขภาพจิตก็สำคัญไม่แพ้กัน อย่าลืมดูแลคนที่เรารักกันนะคะ 

ลดน้ำหนักอย่างไรให้ประสบความสำเร็จ

เชื่อเลยว่าทั้งหนุ่มๆและสาวๆหลายคนที่มีน้ำหนักตัวที่เยอะ มีรูปร่างที่ตัวอ้วนตัวใหญ่ แล้วมีความคิดอยากจะลดน้ำหนัก บางคนพยายามลดยังไงน้ำหนักก็ไม่ลง หรือพยายามลดยังไงตัวก็ไม่ผอมลงไปมากกว่านี้ เอาล่ะเดี๋ยวเราจะมาลองคุยกันมันเกินจากอะไร สิ่งแรกที่คนกำลังเริ่มน้ำหนักต้องสละทิ้งไปก็คือตัวช่วยในการลดน้ำหนักอย่างพวกยาลดน้ำหนัก

ที่มักจะชอบสรรพคุณว่าจะเข้าไปช่วยกำจัดไขมันทั่วร่างกาย หรือตามจุดต่างๆของร่างกาย ซึ่งในทางการแพทย์ออกมายืนยันแล้วนะว่า เราไม่สามารถลดน้ำหนักเฉพาะจุดได้ ยิ่งการทานยาพวกนั้นยิ่งเป็นไปไม่ได้แล้วใหญ่ สุดท้ายแล้วถ้าวันไหนที่เราเลิกทานไปแล้วเราก็จะกลับมาอ้วนเหมือนเดิมได้ ในการลดน้ำหนัก ลดหุ่นอย่างถูกวิธีคือ การควบคุมอาหาร และการออกกำลังกาย

ถึงแม้ว่ามันจะเป็นวิธีที่ต้องใช้ระยะเวลานาน เชื่อเถอะว่ามันคุ้มอย่างแน่นอน ซึ่งในการควบคุมอาหารนั้นถือว่าสำคัญเป็นอย่างมาก มากกว่าการออกกำลังกายเสียอีก เพราะหลักๆแล้วการที่คุณมีน้ำหนักที่มาก มีสัดส่วนที่ผิดรูป นั้นเกิดมาจากไขมันที่เข้าไปอุกตันตามส่วนต่างๆของร่างกาย และสิ่งที่ก่อให้เกิดไขมันนั้นก็เกิดมาจากอาหารที่คุณรับประทานเข้าไปนั้นเอง

ถ้าหากว่าคุณเป็นคนที่มีน้ำหนักตัวแล้วรูปร่างที่อ้วนมาก ยังไม่ต้องเริ่มด้วยการออกกำลังกายก็ได้ ลองเริ่มควบคุมอาหารดูก่อนอย่างเช่น การลดปริมาณอาหารที่ ลดอาหารบางชนิดออกไป ดูผลในระยะ 1-2 สัปดาห์ เชื่อเถอะว่าคุณอาจจะเห็นความเปลี่ยนแปลงไม่มากก็น้อย รอให้น้ำหนักและสัดส่วนของคุณคงที่แล้วจึงค่อยเริ่มมาออกกำลังกายก็ได้

การออกกำลังกายคุณไม่จำเป็นต้องออกกำลังกายหนักๆในช่วงเริ่มแรกหรอก เพราะร่างกายถ้าไม่เคยออกำลังกายเลย มันจะทำให้คุณเหนื่อยง่าย จนถึงขั้นเป็นลมหมดสติลงไปเลยก็เป็นได้ ฉะนั้นแล้วคุณควรเริ่มจากการออำลังกายเบาๆเพื่อให้ร่างกายได้ดึงพลังงานออกมาเผาผลาญ และหลายคนเองนั้นเชื่อว่าการออกกำลังกายเยอะๆหยักๆจะทำให้น้ำหนักลงเร็ว ผอมเร็ว

อันที่จริงก็ไม่ผิด แต่อย่างที่ได้กล่าวไปข้างต้นว่า การควบคุมอาหารนั้นสำคัญกว่าการออกกำลังกาย เพราะการออกกำลังกายนั้นมันจะต้องใช้พลังงาน ถึงแม้ว่าการออกำลังกายจะเป็นดึงพลังงานออกมาเผาผลาญ

แต่ถ้าเราไม่มีเรี่ยวแรงที่จะออกกำลังกาย สุดท้ายแล้วจะเกิดผลเสียต่อร่างกายเหมือนเดิม ดังนั้นเราควรใส่ใจในเรื่องการควบคุมอาหารมากกว่า แต่ถึงอย่างไรนั้นก็ควรทำทั้งสองอย่างเพื่อหุ่นที่จะอยู่กำลังยืนยาวนาน และสุขภาพเราก็จะแข็งแรงอีกด้วย

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  ชุดตรวจ hiv

ควบคุมอาหารอย่างไรให้เห็นผล

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าการที่เรามีหุ่นสวยสุขภาพดีนั้นทำให้เราดูภาพลักษณ์ และบุคลิกภาพที่ดี

ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายก็มีความต้องการแบบนั้นอย่างแน่นอน สำหรับที่มีปัญหาในเรื่องของ น้ำหนักเยอะ อ้วน ตัวบวม ในบทความนี้เราจะมาพูดถึงการลดน้ำหนักด้วยวิธีการควบคุมอาหารกัน ต้องขอบอกก่อนเลยว่าหลายนั้นแก้ปัญหาที่ปลายจนเกินไปอย่างเช่น การไปออกกำลังกาย ไม่ใช่วิธีการนี้ไม่ถูกต้อง หรือไม่เหมาะสม แน่นอนว่าการออกกำลังกายจะให้น้ำหนักลด ร่างกายดึงสารอาหารอย่างแป้ง น้ำตาล

และไขมันออกมาใช้ จึงทำให้เรามีน้ำหนักที่ลดลง และหุ่นกระชับดีขึ้น แต่ถึงอย่างไรแล้วเราควรมาวิเคราะห์ความอ้วนของก่อนว่า แท้จริงแล้วนั้นเกิดขึ้นจากสาเหตุใด ถ้าเราอ้วนเพราะพันธุ์กรรม การออกกำลังกายถือว่าเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดนั้นถูกแล้ว แต่ในอีกหนึ่งรูปแบบคือ ถ้าเราไม่มีพ่อกับแม่ หรือลำดับญาติที่ตัวอ้วน นั้นก็แสดงให้เห็นว่าเรานั้นอ้วนด้วยสาเหตุอื่น

และสาเหตุนั้นก็คือสาเหตุที่คนส่วนใหญ่ต้องพบเจอคือ การทานอาหาร สิ่งแล้วที่เราควรสังเกตเลยคือ พฤติกรรมการรับประทานของตัวเราเอง ว่าเรานั้นรับประทานอาหารอย่าง รับประทานอาหารที่มีประโยชน์หรือไม่ รับประทานอาหารในปริมาณที่เหมาะสมหรือไม่ ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งสำคัญมากว่าการออกกำลังกายเสีย ลองเริ่มด้วยวิธีง่ายด้วยการควบคุมอาหารก่อนที่จะไปออกกำลังกายดีกว่า บางคนนั้นไม่สามารถอดทนต่อการควบคุมอาหารได้

นั้นเป็นเพราะคุณควบคุมอาหารด้วยวิธีหักดิบจนเกินไปหรือไม่? การควบคุมอาหารจะต้องทำอย่างค่อยเป็นค่อยไปเช่น ปกติ 1 มื้อ คุณจะทานข้าว 3 จาน ก็ลองเปลี่ยนมาทานเหลือ 2 จานครึ่งดู ทำแบบนี้แล้วค่อยลดปริมาณลงเรื่อยๆ เพื่อปรับความคุ้นชินให้กับร่างกาย ถ้าหากคุณหักดิบด้วยการเหลือ 1 จาน จะทำให้คุณเองนั้นแหละที่รู้สึกทรมาน และยังส่งผลให้คุณกลับมาทานมากกว่าเดิมในวันที่ร่างกายคุณไม่ไหว

หากใช้วิธีการค่อยเป็นค่อยไปจะทำให้คุณและร่างกายของคุณนั้นชินกับการกินในปริมาณที่ลดลงเรื่อยๆได้ การควบคุมอาหารสิ่งที่หนึ่งที่ไม่ควรลืมเลยคือ ควรกินให้พออิ่ม อิ่มแล้วให้หยุดกิน ไม่ต้องนึกเสียดาย ซึ่งหลายคนมีความรู้สึกว่าอิ่มแล้ว แต่กระเพาะยังรับได้อยู่ถึงทานเข้าไป พฤติกรรมแบบมักจะทำให้อ้วนและน้ำหนักขึ้นอย่างไม่รู้ตัว

เพราะการที่เรารับประทานอาหารมากไปจนอิ่มถึงกระเพาะจะรับได้อีกก็ตาม แต่กระเพาะจะทำงานอย่างหนัก แจะละย่อยในส่วนย่อยไหวเท่านั้น อย่างนี้เกิดเป็นอาหารตกค้างในลำไส้ และสารอาหารบางประเภทไม่ถูกย่อย จะแปรเปลี่ยนไปเป็นไขมันที่ไปเกาะสะสมตามส่วนต่างๆของร่างกายอีกด้วย

 

สนับสนุนโดย  Kardinal stick รีวิว

หากไม่อยากใส่เครื่องช่วยฟังควรหลีกเลี่ยงการทำต่อไปนี้

 อย่างที่เรารู้กันอยู่ว่าหูมีความสำคัญต่อการได้ยินของคนเรามากแค่ไหน แต่บางครั้งการกระทำของเราก็เป็นการทำงานหูโดยที่เราไม่รู้ตัว ดังนั้น เรามีดูกันสิว่าการกระทำแบบไหน ที่จะทำให้หูของเราเกิดความเสียหาย

ซึ่งอาจจะเป็นการสูญเสียการได้ยินจนทำให้เราต้องซื้อเครื่องช่วยฟังมาใช้งาน  ดังนั้นหากเรายังไม่อยากเจ้าเครื่องช่วยฟังนี้ควรหลีกเลี่ยงการกระทำต่อไปนี้ 

  1. ห้ามแคะหู  เป็นธรรมชาติของมนุษย์ทุกคนที่บางครั้งนั่งๆอยู่แล้วคันหูขึ้นมาก็อยากจะหาอะไรมาแคะหู อยากรู้ว่าข้างในรูหูมีขี้หูมากน้อยแค่ไหน ทำไมถึงได้คันมากมายอย่างนี้ ซึ่งอันที่จริงแล้วการที่เราหาอะไรมาแหย่หรือมาแคะหูของเรานั้นมันอันตรายเป็นอย่างมาก ซึ่งเสี่ยงเป็นอย่างมากที่ของแข็งที่เราแหย่เข้าไปจะไปโดนเยื่อแก้วหูซึ่งจะมีผลทำให้หูเราหนวกได้ ซึ่งพอหนวกก็จะเป็นต้องใช้เครื่องช่วยฟังทันที
  2. การฟังเสียงที่ดังมากๆ  หลายคนไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ชอบจะฟังเสียงที่ดังๆ ชัดๆ เช่นการเปิดทีวีดังๆ การใส่หูฟังเพื่อฟังเพลงแล้วเปิดเสียงดังๆเข้าไปในรูหู หรือแม้แต่คนที่ทำงานในโรงงานที่มีเสียงดังมากๆ เช่น โรงเหล็ก โรงงานเกี่ยวกับอุตสาหกรรมรถยนต์  หรือการที่เราได้ยินเสียงระเบิดหรือเสียงประทัดใกล้ก็อาจทำให้หูของเราเกิดการอักเสบ เหยื่อแก้วหูข้างในมีการฉีกขาด ทำให้เกิดปัญหาหูหนวกตามมา และสุดท้ายก็จำเป็นต้องใช้ เครื่องช่วยฟัง
  3. คนที่เป็นโรคหูน้ำหนวก คนกลุ่มนี้เสี่ยงเป็นอยากมากที่จะหูหนวกได้หากไม่รีบรักษา อาการของคนเป็นหูน้ำหนวกนั้นเกิดมาจากข้างในหูมีการอักเสบเรื้อรังซึ่งอาจมีน้ำหนองไหลออกมาจากหูได้ นอกจากจะทำให้หูมีกลิ่นเหม็นแล้วยังทำให้เป็นที่รังเกียจต่อคนที่พบเห็นได้ และหากอาการหูหนวกเป็นนานเกิน  3 เดือนขึ้นไปก็จะเสี่ยงมากที่หูจะหนวกแล้วต้องมาใช้เครื่องช่วยฟังแทน
  4. คนที่เป็นหวัดบ่อยๆและชอบสั่งน้ำมูกแรงๆ จนมีอาการหูอื้อ คนกลุ่มนี้ก็เสี่ยงที่จะทำให้หูอักเสบได้เหมือนกัน ซึ่งหากเกิดเป็นโรคหูอักเสบขึ้นมากจะเป็นการเสี่ยงอย่างมากที่จะกลายเป็นหูหนวกได้

ยังมีอีกหลายปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้มีอาการหูหนวก เพราะหากเราเป็นโรคอะไรที่เกี่ยวกับจมูก ปาก หู ทั้งสามส่วนนี้จะกระทบกระเทือนถึงกันหมดและหากปล่อยเอาไว้นานๆไม่รีบรักษาก็จะทำให้หูหนวกได้ และสุดท้ายก็ต้องพึ่งเครื่องช่วยฟัง ดังนั้นหากไม่อยากใช้เครื่องช่วยฟังต้องดูแลตัวเองให้ดีหลีกเลี่ยงสิ่งที่บอกไปข้างต้นนี้จะได้ไม่ต้องใช้เครื่องช่วยฟัง

อันดับรถบิ๊กไบค์มือสองที่มาแรงในขณะนี้

อันดับรถมอไซค์หรือบิ๊กไบค์มือสองที่มีราคาที่ดีได้แก่

Honda wave 125 (ไฟเลี้ยวบังลม)

อันนี้ก็ต้องบอกก่อนนะครับว่าเป็นรุ่นที่เป็นไฟเลี้ยวบังลม เป็นโฉมที่เป็นกระแสนิยมดังมากๆในช่วงเวลาไม่กี่ปี่ที่ผ่านมาเพราะว่าราคาร่วงลงไปจนถึงหมื่นกลางๆจนถึงหมื่นปลายๆนะครับ แต่ถ้าสภาพเดิมๆเดี๋ยวนี้ยังหาได้ที่ราคาสองหมื่นห้าขึ้นไปแถมยังกายากด้วยนะครับ ส่วนพวกที่มีอะไหล่เต็มๆแล้วไม่ต้องพูดถึง ราคาแตะห้าหมื่นบาทกันได้เลยทีเดียว ถือว่าเป็นรถรุ่นเก่าๆที่มีราคาสูงมาก เพราะว่ารูปลักษณ์การแต่งที่ค่อนข้างสวยงาม

สำหรับรุ่นนี้ไม่ว่าจะแต่งให้สวยงามหรือแต่งให้แรงหรือทนทานค่อนข้างกว้างมากๆสำหรับรุ่นนี้ เหมาะสำหรับทุกเพศทุกวัยจริงๆนะครับรุ่นนี้แต่ก็ต้องสู้กับราคาที่ค่อนข้างพงเหมือนกันนะ แต่ในส่วนตัวผมก็คิดว่าในอนาคตเนี่ยอาจจะดรอปลงมาบ้างนะครับสำหรับโฉมนี้ เพราะว่าช่วงเวลานี้มันยังเป็นกระแสของคนที่นิยมเล่นกันอยู่ แต่วันนึงที่กระแสมันซาเราอาจจะได้จับต้องกันในราคาที่ถูกกว่านี้ แต่ถ้าวันนี้เจอราคาถูกๆพอที่จะซื้อไว้ได้เป็นราคามิตรภาพสำหรับเรานะ จะเก็บไว้ก็ไม่แปลกเพราะถือว่าเป็นรถที่ทนทานรุ่นนึงเลยทีเดียว

Kawasaki KR 150 ถ้าพูดถึงรถ 150 ของคาวาซากิเนี่ย

ทุกคนจะต้องนึกถึง KR อย่างแน่นอน เพราะว่า KR เป็นรถในตำนานรุ่นนึงที่หลายๆท่านอยากจะมีไว้ในครอบครองด้วยซ้ำ จริงๆมันค่อนข้างจะมีหลายเจนหลายโฉม ผมก็จะไม่ขออธิบายนะครับว่ามันมีทั้งหมดกี่โฉมหรือกี่รุ่น แต่ก็ขอบอกได้ว่าทุกโฉมทุกเจ็นยังคงราคาสูงและน่าเก็บสะสม พูดถึงแล้วมันก็ไม่เชิงเป็นกระแสซักเท่าไหร่นะครับเพราะก่อนหน้านี้ก็มีคนเล่นมาเรื่อยๆ แล้วก็เป็นรุ่นในตำนวนรุ่นนึงที่สมควรซื้อเก็บเอาไว้นะครับ ถือว่าเป็นรถที่คุ้มค่าแน่นอน

ณ วันนี้นะครับ แต่เมื่อประมาณปีที่แล้วผมเห็นขายกัน 8000 แบบวิ่งได้ด้วยนะซึ่งมันก็เป็นกระแสขึ้นๆลงๆนะครับ แต่ถ้าเจอสภาพดีๆแล้วถูกใจเนี่ยก็ไม่มีคำว่าแพงนะครับสำหรับรถรุ่นเก่า ถ้าให้พูด kawasaki KR ถือว่าเป็นรถสปอร์ทในอดีตที่คนอยากซื้อเก็บไว้มากที่สุดจากการที่ได้ถามหลายๆคนแล้วก็อ่านตามกระทู้ต่างๆนะครับ แต่สำหรับตัวผมไม่เคยมีโอกาศได้ขับหรอก มีแต่ได้ซ้อนอย่างเดียว

จบกันไปแล้วสำหรับอันดับมอไซค์เก่าราคาดีที่คนนิยมเล่นแล้วก็เก็บสะสมกันในปัจจุบัน แต่ก็ยังมีอีกหลายรุ่นที่ผมไม่ได้นำเสนอ เพราะว่ามันยังเป็นกระแสไม่มาก แต่ก็ยังเป็นรุ่นที่น่าเก็บสะสมไว้เพราะว่าเป็นรถเก่า หรือว่ารถคลาสสิค

สำหรับใครอยากได้รถเก่าหรือ บิ๊กไบค์มือสอง มาเก็บสะสมไว้ก็อย่ารีรอ หากชอบและถูกใจก็ซื้อมาไว้ได้เลยครับ สำหรับรถที่มีเครื่องยนต์ ในอนาคตถือว่าเป็นเป็นของสะสมที่มีราคาสูงอย่างแน่นอนครับ

ลักษณะอาการปวดหัวแบบไหนที่เรียกว่า “ไมเกรน”

ลักษณะอาการปวดหัวแบบไหนที่เรียกว่า “ไมเกรน”
ไมเกรน เป็นโรคที่ก่อเกิดลักษณะของการปวดหัวเรื้อรังประเภทหนึ่ง มีลักษณะเฉพาะบุคคลที่สำคัญ คือ ลักษณะของการปวดหัว โดยมักปวดด้านเดียว หรือเริ่มปวดฝ่ายเดียวก่อนแล้วค่อยๆ ปวดไปหมดทั้ง 2 ข้าง แต่ละครั้งที่ปวดสักพักจะย้ายข้างไปๆ มาๆ หรือย้ายตำแหน่งได้ ครั้งคราวบางทีอาจปวดอีกทั้ง 2 ข้างขึ้นมาพร้อมเพียงกันตั้งแต่แรกเลยก็ได้

โดยลักษณะของการปวดหัวไมเกรน เป็นลักษณะของการปวดหัวที่มักพบเป็นอันดับ 2 รองจากลักษณะของการปวดหัวจากกล้ามเกร็ง เจอในเพศหญิงมากยิ่งกว่าเพศชายโดยประมาณ 2-3 เท่า มักเริ่มมีลักษณะอาการคราวแรกในตอนวัยรุ่นถึงกลางคน ปวดหัวไมเกรนสามารถแบ่งได้เป็น 2 ชนิดใหญ่ๆ ดังนี้

1. ไมเกรนที่ไม่มีอาการเตือน (Migraine without aura) พบได้มากที่สุดในบรรดาลักษณะอาการปวดหัวไมเกรน

2. ไมเกรนที่มีลักษณะอาการเตือน (Migraine with aura)

– อาการเตือนที่พบได้ทั่วไป คือ การมองมองเห็นไม่ปกติ โดยจะมองเห็นแสงสว่างเป็นเส้นซิกแซกเหมือนฟันเลื่อย อาจจะเป็นไปได้ว่าจะมีหรือไม่มีสี หรือเห็นภาพมืดไปบ้าง หรือเห็นภาพไม่ชัดเจน หลับตาแล้วยังมองเห็นได้อยู่ หรือเห็นภาพเบี้ยว ซึ่งอาการไม่ปกติของการมองเห็นจะเคลื่อนอย่างช้าๆ

– อาการเตือนอื่นๆ เช่น อาการชาที่มือแขน หรือชารอบปาก, พูดไม่ได้ชั่วครั้งคราวหรือคิดชื่อไม่ออก, หรือมีลักษณะเหน็ดเหนื่อยของแขนขาบางส่วนของร่างกาย ฯลฯ

ลักษณะของการเกิดอาการปวดศีรษะไมเกรน
– มักปวดตุบๆ เป็นช่วงๆ แต่ว่ามีบางขณะที่ปวดแบบทื่อๆ

– โดยมากจะปวดร้ายแรงปานกลางถึงร้ายแรงมากมาย โดยจะเบาๆ ปวดมากขึ้นเรื่อยๆ ทีละเล็กละน้อยจนตราบเท่าปวดร้ายแรงเต็มกำลังและหลังจากนั้นก็ค่อยๆ ทุเลาลักษณะของการปวดลงจนกระทั่งหาย

– ในช่วงเวลาที่ปวดหัวมักมีลักษณะอาการอาเจียน หรืออ้วกร่วมด้วย

– ช่วงเวลาปวดบางครั้งอาจจะนานหลายชั่วโมง โดยมากจะนานไม่เกิน 24 ชั่วโมง ในบางรายอาจจะเป็นไปได้ว่าจะมีอาการเตือนก่อน อาทิเช่น สายตาขุ่นมัว หรือ แลเห็นแสงสว่างกระพริบๆ ลักษณะของการปวดนั้นไม่เลือกเวลา บางรายบางทีก็อาจจะปวดตอนดึก หรือปวดตั้งแต่ตื่นขึ้นมา บางรายปวดตั้งแต่ก่อนไปนอนจนตราบเท่าตื่นก็ยังไม่หายปวด

ว่าด้วยเรื่องการนอนไม่หลับ

ว่าด้วยเรื่องการนอนไม่หลับ

อาการนอนไม่หลับ ไม่ใช่เรื่องธรรมดานะคะ เพราะหากมันเรื้อรังก็จะกลายเป็นสิ่งที่น่ากลัว และหากเกิดขึ้นบ่อย ๆ ก็จะทำลายสุขภาพมาก สามารถส่งผลกระทบต่อหน้าที่การทำงานและความสัมพันธ์กับผู้อื่นได้ ปัญหาการนอนไม่หลับในแต่ละคนก็มีความแตกต่างกัน บางคนนอนหลับยาก ใช้เวลานานจึงจะหลับได้ หลับไม่สนิท หลับๆ ตื่นๆ หลับง่าย ตื่นง่าย ชอบตื่นกลางดึกแล้วหลับต่อยาก

ปัญหานอนไม่หลับมีหลายแบบ เกิดขึ้นตามระยะเวลา ทั้งแบบชั่วคราว เป็นๆ หายๆ และแบบเรื้อรัง
ซึ่งปัจจัยที่ส่งผลให้นอนไม่หลับก็มีอยู่มากในชีวิต แค่คุณรับประทานอาหารมื้อเย็นครั้งละมากๆ คุณก็อาจจะรู้สึกแน่นท้อง และอาจส่งผลต่อการนอนหลับได้ ผลกระทบของการนอนไม่หลับ คือทำให้ระดับความดันโลหิต น้ำตาล และไขมัน เปลี่ยนแปลงบ่อยๆ ภูมิต้านทานลดลง สมรรถภาพทางเพศลดลงความต้องการลดลง ผิวพรรณไม่ผ่องใส หมองคล้ำ ดูแก่ก่อนวัย สมาธิความจำแย่ลง ต้องลองปรับพฤติกรรมบางอย่างไม่ว่าจะเป็นการทานอาหารและเครื่องดื่มที่ช่วยส่งเสริมการนอนหลับให้ได้ประสิทธิภาพมากขึ้น แล้วหากยังนอนหลับได้ไม่ดีพอ หรือแก้ปัญหานี้ไม่ได้เลย ควรเข้ามาปรึกษาแพทย์เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงของการนอนไม่หลับ

ใครๆ ก็ชอบทานไข่

ใครๆ ก็ชอบทานไข่ ไข่นั้นมีประโยชน์ต่อสุขภาพมาก และหาซื้อได้ง่าย ทั้งตามร้านขายชำ และร้านสะดวกซื้อหรือห้างสรรพสินค้า เพราะว่าคนไทยนั้นนิยมบริโภคไข่ อีกทั้งอาหารไทยส่วนใหญ่ก็มักจะใช้ไข่เป็นวัตถุดิบ หรือแม้กระทั่งเป็นอาหารข้างเคียงไปกับอาหารจานหลัก เมื่อรู้อย่างนี้แล้ว เราไปลองดูกันหน่อยว่า ไข่ ที่เราทานกันนี้มีประโยชน์อย่างไรบ้าง

1. มีโปรตีนสูง อีกทั้งยังพบว่าในไข่ไก่นั้นมี กรดอะมิโนอยู่ ในปริมาณที่เหมาะสมต่อร่างกาย เมื่อทานแล้วจึงได้ประโยชน์ถึงสองอย่างทำให้ร่ายกายแข็งแรง กล้ามเนื้อมีความยืดหยุ่นสูง ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้แก่ร่างกาย ทำให้ไม่เหนื่อยง่าย

2. ลดความเสี่ยงจากอาการเส้นเลือดในสมองตีบ

3. ไข่ช่วยลดน้ำหนักได้ เพราะไข่ไก่นั้นมีแคลลอรี่ต่ำ ทานแค่ 1 ฟองก็สามารถให้คุณค่าทางอาหารที่ร่างกายต้องการได้ครบ และยังทำให้อิ่มท้องยาวนาน ผู้ที่ลดน้ำหนักส่วนใหญ่จึงนิยมควบคุมอาหารด้วยกันหันมาทานไข่ต้มกัน

4. ในไข่มีซีลีเนียมสูงถึง 25% ซีลีเนียมมีส่วนช่วยป้องกันการอักเสบ ซึ่งส่งผลโดยตรงกับการป้องกันการเกิดโรคหัวใจ และหลอดเลือด

5. ป้องกันอาการตาเสื่อม สารอาหารในไข่อย่างลูทีน และซีแซนทิน จะช่วยยับยั้งการเสื่อมสภาพของจอประสาทตา เหมาะกับวัยทำงาน หรือวัยรุ่นที่มีการจ้องจอโทรศัพท์หรือจอคอมพิวเตอร์ และnotebook นานๆ

6. ไข่แดง มีสารที่ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเต้านม หากทานผัก ผลไม้ ซึ่งมีสารต้านมะเร็งมาก อยแล้ว ก็จะยิ่งช่วยให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

7. ทำให้รู้สึกกระฉับกระเฉงอยู่เสมอ มีพลังงานมากขึ้น เหนื่อยน้อยลง วิตามินบีในไข่ จะทำให้คุณมีพลังงานสำหรับกิจกรรมต่าง ๆ ตลอดทั้งวัน โดยในไข่ขาวอุดมไปด้วยวิตามินบี 2 และบี 3 ในขณะที่ไข่แดงมีทั้ง วิตามินบี 5 วิตามินบี 6 วิตามินบี 12 และโฟเลท

สัญญาณโรคไต อันตรายของโรค

ปัจจุบันนี้คนไทยเป็นโรคไตเรื้อรังกันมากขึ้น จากการศึกษาข้อมูลจากสมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย ซึ่งพบว่าคนไทยกำลังป่วยเป็นโรคไตเรื้อรังมากขึ้น โดยประมาณร้อยละ 17.6 ของประชากร หรือประมาณ 8-10 ล้านราย โดยมีผู้ป่วยที่ต้องได้รับการบำบัดทดแทนไตประมาณ 1,439 รายต่อล้านประชากร และมีแนวโน้มเป็นมากขึ้นทุกปีๆ

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญอายุรกรรมโรคไต จากโรงพยาบาลราชวิถี กล่าวว่า ทำไมโรคไตเรื้อรัง ถึงไม่ใช่โรคที่ไกลตัวอีกต่อไป เพราะโรคไตเรื้อรังสามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุที่สำคัญ ได้แก่ โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคเอสแอลอี (SLE) หรือบางครั้งอาจเกิดจากผลข้างเคียงจากการใช้ยาบางชนิดเป็นประจำ โดยเฉพาะกลุ่มยาแก้ปวด หรือ “ยาเอ็นเสด” ทั้งนี้โรคไตสามารถมีสาเหตุของโรคจากพันธุกรรมได้

เตือนสัญญาณอันตรายของโรคไต

  1. มีอาการบวมรอบดวงตา
  2. ขากดบุ๋มสองข้าง
  3. ปัสสาวะลำบาก
  4. ปัสสาวะแดงเป็นเลือด
  5. มีฟองปัสสาวะบ่อยตอนกลางคืน
  6. ปวดบั้นเอว

อันตรายที่น่ากลัวของโรคไต
ผู้ป่วยโรคไตส่วนใหญ่อาการมักไม่แสดงออกมาให้เห็นหรือให้เรารู้ตัวก่อน กว่าจะทราบป่วยเป็นโรคไตหรือไม่ ก็ต้องอาศัยการคัดกรองโรคไต ซึ่งทำได้ไม่ยาก โดยทำการตรวจวัดความดันโลหิตการตรวจเลือดหาค่าซีรั่มครีเอตินิน หรือค่าอัตราการกรองของไต (eGFR) เพื่อเป็นตัววัดระดับการทำงานของไตและตรวจร่วมกับการตรวจปัสสาวะ ประชาชนทั่วไปจำเป็นที่จะต้องได้รับการตรวจสุขภาพประจำปีทุกปี เพื่อเป็นการคัดกรองโรคไตและเพื่อหาความเสี่ยงอื่นๆ ในการเกิดโรค โดยหากพบว่าเป็นผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงควรจะได้รับการตรวจติดตามการทำงานของไตบ่อยๆ มากขึ้น

ระยะของโรคไต
ผศ.พญ.วรางคณา กล่าวต่อว่า หากการทำงานของไตเริ่มลดลงเสื่อมลง แสดงว่าโรคไตเรื้อรังจะไม่หายขาด แต่ถึงแม้ว่าโรคไตเรื้อรังจะไม่หายขาด ก็สามารถชะลอความเสื่อมของไตได้ เพื่อหลีกเลี่ยงและลดการเข้าสู่ระยะการบำบัดทดแทนไต ผู้ป่วยสามารถสอบถามแพทย์ผู้ดูแลได้ว่า ภาวะไตของเราตอนนี้มีความเสื่อมอยู่ในระดับใดแล้ว

ทั้งนี้ระยะของไตเรื้อรังสามารถแบ่งตามอัตราการกรองของไต ซึ่งมีทั้งหมด 5 ระยะ ผู้ป่วยจึงจำเป็นที่จะต้องได้รับคำแนะนำการรักษาจากอายุรแพทย์โรคไตโดยตรง เมื่อไตของคุณมีการทำงานอยู่ในระดับ 4 หรือ 5 โดยที่ไตเรื้อรังระดับ 5 จะต้องเตรียมความพร้อมที่จะเข้ารับการบำบัดทดแทนไต

วิธีป้องกันโรคไต
การป้องกันการเกิดโรคไตทำได้โดย

  1. ดื่มน้ำสะอาดเป็นประจำ
  2. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
  3. เลือกรับประทานอาหาร โดยเฉพาะลดการบริโภคเค็ม
  4. งดดื่มเหล้า สูบบุหรี่ จะช่วยป้องกันและชะลอการเสื่อมของไตได้

จากการศึกษาพฤติกรรมการบริโภคของคนไทย พบว่าคนไทยบริโภคเค็มมากกว่าปกติกว่า 2 เท่า หรือมากกว่าค่าที่กำหนด หรือมากกว่า 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน คิดเป็นโซเดียม 4,320 มิลลิกรัม เปรียบเทียบเป็นเกลือ 10.8 กรัมต่อวัน ทั้งนี้คำแนะนำก็คือ เราก็ไม่ควรบริโภคเกลือเกิน 5 กรัมต่อวันหรือเทียบเท่ากับ 1 ช้อนชาต่อวัน น้ำปลาหรือซอสปรุงรสไม่เกิน 4 ช้อนชาหรือ 1 ช้อนโต๊ะต่อวัน โดยการลดความเค็มในอาหารสามารถช่วยลดการเกิดโรคไตได้จากการบริโภคโซเดียมเกิน รวมถึงโรคไตเรื้อรัง และโรคภาวะความดันโลหิตสูง

ทั้งนี้เราควรระมัดระวังความเค็มที่มีอยู่ในอาหารทุกประเภท แต่ถ้าเรารับบประทานอาหารกระป๋องหรืออาหารที่ได้รับการแปรรูปมาแล้ว จะสามารถทราบปริมาณโซเดียมในอาหารได้จากข้อมูลฉลากข้างผลิตภัณฑ์

กล่องโฟม ก่อให้เกิดมะเร็งจริงหรอ

กล่องโฟม เสี่ยงมะเร็ง?
นพ.ดนัย ธีวันดา รองอธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า กล่องโฟมบรรจุอาหารเชื่อมโยงกับมะเร็งโดยตรงนั้น อันที่จริงยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ขนาดนั้น สิ่งที่สำคัญคือว่า โฟมที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันมีสารสไตรีน ซึ่งจะออกมาปนเปื้อนกันอาหารเมื่อถูกความร้อนหรือความมัน ในเกณฑ์มาตรฐานสัก 1,000 มิลลิกรัม อาจจะละลายปนเปื้อนออกมาสัก 300-400 มิลลิกรัม ซึ่งถ้าประชาชนกินอาหารที่มีสารสไตรีนปนเปื้อนอยู่เรื่อยๆ สารตัวนี้จะเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ก่อให้เกิดโรคมะเร็ง ผู้บริโภคต้องระมัดระวัง แม้จะเป็นปริมาณไม่เยอะ แต่ด้วยปริมาณ ความถี่ และระยะเวลาที่สะสม ก็อาจจะก่อให้เกิดความเสี่ยงได้

สารสไตรีนอาจจะก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อร่างกายได้หากสัมผัสสารที่มีความเข้มข้นสูง การบริโภคอาจจะไม่ส่งผลเท่าใด แต่ผู้ที่ต้องผลิตกล่องโฟมหรือผู้ที่ต้องทำลายกล่องโฟมนั้นจะได้รับผลกระทบต่อสุขภาพโดยตรง

เลือกใช้กล่องโฟมอย่างไรให้ปลอดภัย?
ในปัจจุบัน กระทรวงสาธารณสุขให้ความสำคัญกับกล่องโฟมในท้องตลาด จึงมีการตรวจมาตรฐานผลิตภัณฑ์กล่องโฟมอยู่เสมอ และสารสไตรีนก็ปลอดภัยต่อการใส่อาหารได้ในระดับที่ไม่น่าเป็นห่วง ดังนั้นผู้บริโภคอย่างเราๆ จึงสามารถใช้กล่องโฟม (ที่มีมาตรฐานการผลิตที่ดี) ได้อย่างปลอดภัย

อย่างไรก็ตาม กล่องโฟมยังนับว่าเป็นขยะที่ย่อยสลายได้ยาก วิธีกำจัดก็ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเช่นเดียวกัน ดังนั้นจะเป็นการดีที่เราลดการใช้กล่องโฟมมาเป็นกล่องกระดาษ หรือใส่กล่องอาหารของตัวเอง เช่นเดียวกันกับการรณรงค์ให้ใช้แก้วของตัวเองใส่เครื่องดื่ม หรือการใช้ถุงผ้าแทนถุงพลาสติก